
ช่วงหลังมานี้ การสั่งข้าวสักมื้อกลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดเยอะขึ้น จากราคา 40–60 บาทในอดีต วันนี้ต้องคอยเช็กทั้งค่าส่ง โค้ดส่วนลด และยอดขั้นต่ำ จนบางครั้งต้องจำใจเลือกร้านที่ “คุ้ม” มากกว่าร้านที่ “อยากกิน” . ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ฝั่งผู้บริโภค ร้านอาหาร โดยเฉพาะรายย่อย ต้องแบกรับทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าแพ็กเกจจิ้ง และค่าคอมมิชชันจากแพลตฟอร์ม ทำให้ราคาที่สูงขึ้นบนหน้าจอ ไม่ได้แปลว่าเงินจะเข้ากระเป๋าร้านมากขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกับฝั่ง “ไรเดอร์” ฟันเฟืองสำคัญของระบบ ที่ต้องแบกรับทั้งความเสี่ยงบนท้องถนน ค่าน้ำมัน และค่าบำรุงรักษารถ แต่กลับต้องเผชิญกับค่ารอบที่ผันผวนและลดลง
ภาพที่เกิดขึ้นจึงมีความย้อนแย้งอยู่ไม่น้อย คนซื้อรู้สึกว่าอาหารแพงขึ้น แต่คนขายและคนส่งกลับรู้สึกว่าเงินเหลือน้อยลง . เมื่อเดลิเวอรี่กลายเป็นช่องทางสำคัญในการซื้อขายอาหาร โจทย์จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การแข่งขันว่า “ใครแจกส่วนลดได้มากกว่า” แต่ควรตั้งคำถามว่า ต้นทุนของระบบกำลังตกอยู่กับใคร และแต่ละฝ่ายได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสมหรือไม่
ผู้บริโภคควรเข้าถึงอาหารในราคาที่สมเหตุสมผล ร้านค้าควรมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ และไรเดอร์ควรได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับเวลา แรงงาน และความเสี่ยง . ธุรกิจยังจำเป็นต้องมีกำไร แต่การเติบโตไม่ควรเกิดขึ้นจากการผลักภาระไปยังคนตัวเล็กในระบบ เพราะหากผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้น ร้านค้าเหลือกำไรน้อยลง และไรเดอร์มีรายได้ไม่คุ้มกับต้นทุนที่แบกรับ สุดท้ายปัญหาก็ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่โครงสร้างของระบบทั้งหมด
.
#ราคาอาหารคนไทย
#ฟู้ดเดลิเวอรี่
#เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม

