มือใหม่อยากลงทุน: ในยุคที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารอยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 1% กว่า ๆ การปล่อยเงินให้นอนนิ่งในบัญชีอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่นคงในระยะยาว รายการ “เงินทองของจริง” โดยพิธีกร คุณทิน โชคกมลกิจ ได้เชิญ คุณแพร พัทธนันท์ วชิรวงศ์บุรี จาก Investment Frappe มาร่วมแบ่งปันความรู้ในคลาส “การลงทุน 101” เพื่อแนะแนวทางการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มสร้างความมั่งคั่ง
ทำความรู้จัก “กองทุนรวม” ประตูสู่การลงทุน
สำหรับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่เคยลงทุน คุณแพรแนะนำว่า “กองทุนรวม” เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์อย่างมาก เพราะเป็นการรวบรวมเงินทุนไปให้ “ผู้จัดการกองทุน” ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่บริหารจัดการและนำไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ แทนเรา อย่างไรก็ดี สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่ากองทุนรวมทุกกองเหมือนกันหมด แต่แท้จริงแล้ว “ไส้ใน” หรือนโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุนมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเราสามารถแบ่งประเภทของกองทุนรวมตามสินทรัพย์ที่ไปลงทุนได้ดังนี้:
1. กองทุนรวมตราสารหนี้: ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้เอกชน โดยผู้ลงทุนจะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ของผู้ออกตราสาร
2. กองทุนรวมผสม: ลงทุนผสมผสานกันทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน (หุ้น)
3. กองทุนรวมตราสารทุน (หุ้น): เน้นลงทุนในหุ้น มีทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หรือหุ้นเฉพาะกลุ่มธุรกิจ (Thematic) เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) หรือกลุ่มเฮลท์แคร์ (Healthcare)
4. กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์ทางเลือก: เช่น ทองคำ น้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง บิตคอยน์ (Bitcoin)
3 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการเลือกกองทุนรวมให้ตอบโจทย์
แม้ว่ากองทุนรวมจะช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุน แต่ผู้ลงทุนก็จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลด้วยตนเองอย่างน้อยให้เข้าใจว่าเงินของเราถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด โดยคุณแพรเสนอแนวทางพิจารณา 3 ขั้นตอนหลัก:
1. รู้ประเภทสินทรัพย์: ต้องรู้ว่ากองทุนนั้นเน้นลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด และหากเป็นกองทุนหุ้น ต้องเจาะลึกต่อไปว่าเป็นหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศ
2. เปรียบเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกัน (เทียบเพื่อน): นำกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนกันมาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานย้อนหลังระยะ 3 ปี หรือ 5 ปี เพื่อหากองทุนที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด พร้อมทั้งตรวจสอบค่าธรรมเนียมว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ หากกองทุนใดทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าแต่เก็บค่าธรรมเนียมแพงกว่า ก็ควรตัดออกจากการพิจารณา
3. ติดตามปัจจัยกระทบ: คอยสังเกตการณ์สถานการณ์หรือปัจจัยที่จะเข้ามาส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ที่เราลงทุน เช่น หากลงทุนในหุ้นก็ต้องคอยติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกด้วย
“เงินเฟ้อ และ ดอกเบี้ย” ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา
คุณแพรเน้นย้ำว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดอันดับหนึ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในปัจจุบันคือ “อัตราเงินเฟ้อ” และ “อัตราดอกเบี้ย” ซึ่งนักลงทุนระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) และ ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) ต่างก็ให้ความสำคัญและจับตามองปัจจัยนี้เช่นกัน
กลไกความเชื่อมโยงของปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและตลาดหุ้นเป็นลูกโซ่ดังนี้: เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อสูง กำลังซื้อของผู้บริโภคจะลดลง ส่งผลให้ประชาชนและธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบเสมือนว่าตนเองจนลง เพื่อสกัดไม่ให้เงินเฟ้อพุ่งสูงเกินไป ธนาคารกลางมักจะดำเนินนโยบายด้วยการ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยนี้จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลงตามไปด้วย
เนื่องจากกำไรของบริษัทมีความสัมพันธ์โดยตรงกับราคาหุ้นสูงถึง 70-80% เมื่อกำไรของธุรกิจลดลง ผลตอบแทนและราคาหุ้นในตลาดก็มักจะลดลงตาม ตลาดหุ้นจึงเกิดความซบเซาและทำให้นักลงทุนรู้สึกขาดทุน สถิติประวัติศาสตร์ในปี 2022 ชี้ชัดว่าภาวะเงินเฟ้อสูงทำให้สินทรัพย์เกือบทุกประเภทราคาร่วงลงพร้อมกันทั่วโลก ดังนั้น เมื่อมีสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หรือธนาคารกลางของไทยกำลังจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนจึงต้องเตรียมรับมือกับราคาของสินทรัพย์เสี่ยงที่จะปรับตัวลดลง
ถอดกลยุทธ์และจิตวิทยาการเอาตัวรอดในวัฏจักรเศรษฐกิจ
ในสภาวะตลาดผันผวนจากนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตและวางกลยุทธ์การลงทุนตามเป้าหมายของตนเองได้ดังนี้:
1. นักลงทุนระยะยาว (ถือยาว): หากมีความเข้าใจในวัฏจักรเศรษฐกิจนี้ จะสามารถอดทนถือผ่านช่วงตลาดขาลงและรอคอยการฟื้นตัวได้โดยไม่ตื่นตระหนก
2. นักลงทุนระยะสั้น (เล่นเป็นรอบ): มักเลือกเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกไปก่อนเมื่อเห็นสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความเสี่ยง
ทั้งนี้ ประสบการณ์จากปี 2022 แสดงให้เห็นว่า สินทรัพย์ที่ปลอดภัยและสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดท่ามกลางวิกฤตคือ “เงินสด” รองลงมาคือ “หุ้นกู้ระดับที่ลงทุนได้” (Investment Grade) ตั้งแต่ระดับ BBB- ขึ้นไป ซึ่งแม้จะมีผลตอบแทนติดลบเช่นกันแต่ก็ลบน้อยกว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นสามัญ
บทเรียนสุดท้ายที่สำคัญยิ่งคือ เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในตลาดหุ้นเป็นเพราะความไม่เข้าใจในวัฏจักรเหล่านี้ เมื่อเห็นราคาหุ้นดิ่งลงด้วยความตื่นตระหนก (Panic) ก็มักจะเทขายตัดขาดทุนในราคาที่ต่ำที่สุด ทว่าจังหวะที่ผู้คนหวาดกลัวและแห่เทขายจนราคาสินทรัพย์ร่วงลงมาจนต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงนี้เอง คือ “โอกาสทองในการเข้าซื้อของถูก” สอดคล้องกับหลักการลงทุนของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ว่า “จงกลัวในยามที่คนอื่นโลภ และจงโลภในยามที่คนอื่นกลัว” ความสำเร็จในการลงทุนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์เพื่อเลือกสินทรัพย์ที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการบริหารจิตใจให้มั่นคงและเข้าใจธรรมชาติของวัฏจักรเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.15 – 08.25 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






