/
/
คู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้น สำหรับเด็ก สิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้และทำตามได้ทันที

คู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้น สำหรับเด็ก สิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้และทำตามได้ทันที

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเป็นทักษะสำคัญที่ผู้ปกครองควรรู้และตั้งสติให้ดีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เนื่องจาก โครงสร้างร่างกายของเด็กมีความบอบบางและแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น การมี คู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้น สำหรับสถานการณ์ที่พบบ่อยไว้ข้างกาย จะช่วยให้คุณสามารถช่วยเหลือลูกรักได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บได้

5 สถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องใช้ คู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้น สำหรับเด็ก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรืออาการเจ็บป่วยกะทันหัน คุณพ่อคุณแม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางในคู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตามแต่ละกรณีดังต่อไปนี้

1. สิ่งแปลกปลอมติดคอ (สำลัก / ขัดขวางทางเดินหายใจ)

  • ข้อห้ามเด็ดขาด : ห้ามเอานิ้วล้วงคอเด็กเด็ดขาด เพราะอาจยิ่งดันให้สิ่งของลึกลงไปกว่าเดิม
  • เด็กโต (อายุมากกว่า 1 ปี) : ให้ยืนซ้อนข้างหลังเด็ก ใช้แขนทั้งสองข้างโอบรอบเอว กำหมัดหนึ่งข้างวางไว้ที่หน้าท้อง (เหนือสะดือแต่ต่ำกว่าลิ้นปี่) ใช้อีกมือจับหมัดไว้ แล้วกระทุ้งเข้าหาตัวและขึ้นข้างบน (Heimlich Maneuver) เป็นจังหวะอย่างรวดเร็ว จนกว่าสิ่งของจะหลุดออก
  • เด็กเล็ก/ทารก (อายุน้อยกว่า 1 ปี) : จับเด็กนอนคว่ำหน้าพาดบนแขนของเรา ให้หัวต่ำกว่าลำตัว ใช้มือประคองคางไว้ แล้วใช้สันมือตบแรงๆ บริเวณกลางหลังระหว่างสะบัก 5 ครั้ง ถ้ายังไม่หลุดให้พลิกตัวเด็กกลับมานอนหงายบนแขน แล้วใช้ 2 นิ้ว กดที่กึ่งกลางหน้าอก (ใต้เส้นราวนม) 5 ครั้ง สลับกันไปจนกว่าจะหลุดออก

2. แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

  • สิ่งที่ต้องทำทันที : รีบพาเด็กออกจากแหล่งความร้อน แล้วเปิดน้ำสะอาดอุณหภูมิห้องให้ไหลผ่านแผลต่อเนื่องอย่างน้อย 10-15 นาที เพื่อระบายความร้อน
  • การดูแลแผล : ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด แล้วใช้ผ้าก๊อซปราศจากเชื้อคลุมแผลไว้หลวมๆ ห้ามเจาะตุ่มน้ำพอง และห้ามทายาสีฟันหรือน้ำปลาเด็ดขาด เพราะจะทำให้แผลติดเชื้อง่ายขึ้น

3. เลือดกำเดาไหล

  • ให้เด็กนั่งหลังตรง และก้มหน้าลงเล็กน้อย (ห้ามเงยหน้า เพราะเลือดจะไหลลงคอทำให้อาเจียนหรือสำลัก) ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือบีบปีกจมูกทั้งสองข้างเข้าหากันค้างไว้ประมาณ 5-10 นาที ให้เด็กหายใจทางปากแทน นอกจากนี้ สามารถใช้ผ้าเย็นหรือถุงน้ำแข็งประคบบริเวณดั้งจมูกร่วมด้วยได้

4. ไข้สูงเฉียบพลัน (ป้องกันการชัก)

  • เช็ดตัวลดไข้ : ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่น (ห้ามใช้น้ำเย็นจัด) เช็ดตัวเด็กย้อนทิศทางการไหลของเลือด (เช็ดเข้าหาหัวใจ) และเน้นประคบตามข้อพับ เช่น ขาหนีบ รักแร้ และซอกคอ
  • ให้ยาลดไข้ : ทานยาพาราเซตามอลสำหรับเด็กตามขนาดน้ำหนักตัว (ห้ามให้ทานยาแอสไพริน) หากมีอาการชัก ให้จับเด็กนอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก ห้ามนำสิ่งของงัดปากเด็กเด็ดขาด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

5. บาดแผลสด (แผลถลอก / แผลจากของมีคม)

  • ล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่เพื่อไล่สิ่งสกปรก หากมีเลือดออกให้ใช้ผ้าสะอาดกดนิ่งๆ เช็ดรอบแผลด้วยแอลกอฮอล์ (อย่าทาลงบนแผลสดตรงๆ) แล้วทายาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน จากนั้นจึงปิดแผลด้วยพลาสเตอร์
คู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้น

หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ระทึกขวัญมาได้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรักษาทางกายคือการเยียวยาบาดแผลทางใจ เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรรวมขั้นตอนการปฐมพยาบาลจิตใจไว้ในคู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ประจำบ้านด้วย โดยมีแนวทางปฏิบัติ 4 ข้อดังนี้

1.จัดการความกังวลของผู้ปกครองก่อน : เด็กใช้ดวงตาจับจ้องท่าทางของพ่อแม่เพื่อประเมินสถานการณ์ แต่ทว่า หากเราลนลานเด็กจะยิ่งกลัว ควรสูดหายใจเข้าลึกๆ พูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล มั่นคง และหลีกเลี่ยงการตำหนิ เช่น “บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าวิ่ง!” ในขณะที่เด็กกำลังขวัญเสีย

    2.ให้ความรู้สึกปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Safety) : เข้าไปโอบกอด ลูบหลัง หรือจับมือไว้ การกอดแน่นๆ อย่างอบอุ่นจะช่วยลดสารเคมีแห่งความเครียดในสมองเด็กได้ดีที่สุด และควรพาเด็กย้ายออกจากจุดเกิดเหตุมาอยู่ในมุมที่สงบ

    3.ใช้คำพูดเยียวยาและยอมรับความรู้สึก (Validate Feelings) : แทนที่จะพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเล็กน้อย” ให้เปลี่ยนมาแสดงความเห็นอกเห็นใจแทน เช่น “แม่รู้ว่าหนูเจ็บและตกใจมาก ไม่เป็นไรนะ ลูกร้องไห้ได้เลย ตอนนี้หนูปลอดภัยแล้วครับ” และชื่นชมความร่วมมือที่เขาอดทนให้ทำแผล

    4.เบี่ยงเบนความสนใจอย่างละมุนละม่อม : เมื่อจัดการบาดแผลเสร็จแล้วแต่เด็กยังสะอื้น ชวนเด็กใช้เทคนิคเป่าลูกโป่งจินตนาการ (สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเป่าลมออกทางปากยาวๆ) เพื่อปรับอัตราการเต้นของหัวใจ หรือให้กอดตุ๊กตาตัวโปรดเพื่อเพิ่มความอุ่นใจ

    คู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้น การปฐมพยาบาลจิตใจ

    อย่างไรก็ตาม คู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก็เป็นส่วนหนึ่งในการรับมือบาดแผลทางกาย หากหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 2-3 วัน คุณพ่อคุณแม่ยังต้องคอยสังเกตพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าเด็กมีอาการผวาตอนนอน ฝันร้าย กลับมาปัสสาวะรดที่นอน มีอาการติดผู้ปกครองแจ หรือเงียบขรึมลงผิดปกติ และอาการเหล่านี้ไม่ลดลงเลยหลังจากผ่านไป 1-2 สัปดาห์ การพาน้องไปพูดคุยกับจิตแพทย์เด็กหรือนักจิตวิทยาเด็ก จะช่วยปลดล็อกความทรงจำที่น่ากลัวนั้นได้อย่างถูกวิธีและรวดเร็วที่สุด

    ติดตามสาระน่ารู้เพิ่มเติมได้ที่ Kidsfun

    ค้นพบความสนุกและสาระความบันเทิงสำหรับลูกได้ที่ @kidsfunth