/
/
วิธีรับมือ อารมณ์โกรธและร้องไห้ ของเด็กเล็กด้วยวิธีละมุนใจ

วิธีรับมือ อารมณ์โกรธและร้องไห้ ของเด็กเล็กด้วยวิธีละมุนใจ

สาเหตุที่เด็กเล็กร้องไห้บ่อยครั้งไม่ได้เกิดจากความงอแงไม่มีเหตุผล แต่ทว่า เป็นเพราะ “การร้องไห้คือเครื่องมือสื่อสารหลักของพวกเขา” ในช่วงที่ภาษาและความคิดยังพัฒนาไม่เต็มที่ เนื่องจาก สมองส่วนอารมณ์ของเด็กจะทำงานไวกว่าสมองส่วนเหตุผลมาก เมื่อมีอะไรมากระทบกระเทือนใจหรือร่างกาย ร่างกายจะตอบสนองด้วยการร้องไห้ออกมาทันที ดังนั้น เพื่อให้เรารับมือได้ตรงจุด เรามาแบ่งกลุ่มสาเหตุที่ทำให้เด็กเกิด อารมณ์โกรธและร้องไห้ ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ กัน

4 ต้นตอหลักที่กระตุ้น อารมณ์โกรธและร้องไห้ ในเด็กเล็ก

ก่อนที่เราจะไปดูวิธีแก้ไข คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า อะไรคือสิ่งเร้าที่ทำให้เด็กควบคุมตัวเองไม่ได้จนแสดงอารมณ์โกรธและร้องไห้ออกมา

1. ความต้องการทางกายภาพ (Physical Needs) : พบได้บ่อยที่สุดในเด็กเล็ก ไม่ว่าจะเป็นความหิว ความเหนื่อยหรือง่วงนอนเกินไป (ซึ่งร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาทำให้กระสับกระส่าย) รวมไปถึงความไม่สบายตัวจากแพมเพิสที่แฉะ หรือมีอาการเจ็บป่วยปวดท้อง

2. ความต้องการทางอารมณ์และความรู้สึก (Emotional Needs) : เด็กต้องการความมั่นคงปลอดภัยทางใจสูงมาก บางครั้งเขาแค่อยากได้ความสนใจและการโอบกอด หรืออาจเกิดจากความกลัวสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่กระตุ้นมากเกินไป (Overstimulated) เช่น สถานที่คนพลุกพล่าน เสียงดัง แสงจ้า จนสมองล้าและระบายออกด้วยน้ำตา

3. พัฒนาการตามวัยและอารมณ์เชิงลบ (Developmental & Frustration) : เมื่อเด็กอายุ 1-3 ขวบ จะเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองและอยากทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง แต่ร่างกายยังทำไม่ได้ดั่งใจ หรือบางครั้งพูดบอกเราไม่ได้ ความคับข้องใจนี้จึงระเบิดออกมา รวมไปถึงการถูกขัดใจเมื่อไม่ได้ของเล่นที่ต้องการ

4. การเรียนรู้พฤติกรรม (Learned Behavior) : เด็กเป็นนักเรียนรู้ที่ฉลาดมาก หากในอดีตพวกเขาพบว่า “ถ้าร้องไห้ปุ๊บ จะได้สิ่งที่ต้องการปั๊บ” เพื่อตัดรำคาญ เด็กจะจดจำกลยุทธ์นี้และนำมาใช้สร้างอารมณ์โกรธและร้องไห้ เพื่อต่อรองในครั้งต่อไป

4 สาเหตุที่เด็กร้องไห้ อารมณ์โกรธและร้องไห้

6 ขั้นตอนเชิงบวกในการรับมืออารมณ์โกรธและร้องไห้ของลูกรัก

การรับมือกับสถานการณ์ที่เด็กโวยวายหรือลงไปดิ้นร้อง เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก เพราะฉะนั้น คุณแม่สามารถจัดการด้วยวิธีที่เป็นระบบและอ่อนโยนตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.ตั้งสติและควบคุมอารมณ์ของตัวเองก่อน : กฎเหล็กคือ “อารมณ์สงบจะสยบความเกรี้ยวกราด” หากเราใช้ความโกรธ ตะคอกกลับ จะยิ่งทำให้เด็กตื่นตระหนก สูดหายใจเข้าลึกๆ บอกตัวเองว่านี่คือพฤติกรรมตามวัย ไม่ใช่การกลั่นแกล้งเรา

2.สร้างพื้นที่ปลอดภัย : หากเด็กกำลังอาละวาด ขว้างปาข้าวของ ให้รีบย้ายเด็กออกมาอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ไม่มีเหลี่ยมมุมโต๊ะ แล้วเข้าไปนั่งใกล้ๆ ในระดับสายตาเดียวกันเพื่อให้เขารู้ว่าเราอยู่ตรงนี้

3.ยอมรับและสะท้อนอารมณ์ : เด็กจะสงบลงได้เร็วขึ้นเมื่อรู้สึกว่ามีคนเข้าใจ ให้ช่วยเขา “ใส่ชื่อให้อารมณ์” เช่น “หนูกำลังโกรธมากใช่ไหมลูกที่ไม่ได้เล่นของชิ้นนี้” หลีกเลี่ยงคำพูดสั่งให้หยุดรุนแรง เช่น “หยุดร้องเดี๋ยวนี้นะ!” เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกว่าความรู้สึกของเขาถูกปฏิเสธ

4.อยู่เคียงข้างอย่างสงบ : ในช่วงที่เด็กกำลังโกรธจัด สมองส่วนอารมณ์จะทำงานเต็มที่ การอธิบายเหตุผลยาวๆ ในตอนนี้จะไม่มีประโยชน์เลย ให้ใช้ความเงียบแต่เต็มไปด้วยการเอาใจใส่ ถ้าน้องผลักไส ให้นั่งระยะที่ปลอดภัยแล้วบอกว่า “แม่นั่งอยู่ตรงนี้นะ ถ้าหนูพร้อมให้กอดบอกนะ”

5.เบี่ยงเบนความสนใจ หรือช่วยให้สงบ : เมื่อระดับน้ำตาเริ่มคงที่ ชวนทำกิจกรรมทางกายเพื่อระบายพลังงาน เช่น ชวนเป่าลูกโป่งจินตนาการ (สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเป่าออกยาวๆ) หรือชี้ชวนดูสิ่งของที่เขาสนใจในห้อง

6.สอนและตั้งกฎเมื่อเด็กสงบแล้ว : เมื่อเด็กร้องไห้จนจบและสงบลงแล้ว นี่คือ “ช่วงเวลาทอง” ในการสอน ให้กอดและชื่นชมที่เขาควบคุมตัวเองได้ แล้วสอนทางออกในครั้งต่อไป เช่น “วันหลังถ้าหนูโกรธ หนูบอกแม่ได้เลยนะ แต่เราจะขว้างของไม่ได้” และที่สำคัญต้องหนักแน่นในกฎเดิม ไม่ยอมตามใจเพื่อตัดรำคาญเด็ดขาด

6 ขั้นตอนการรับมือ อารมณ์โกรธและร้องไห้

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยเด็กเล็กยังควบคุมอารมณ์ได้ไม่เต็มที่ น้ำตาจึงเป็นวิธีบอกความรู้สึกของเขา การโอบกอดและรับมือกับ อารมณ์โกรธและร้องไห้ ด้วยความสงบจากความเข้าใจของพ่อแม่ คือคำตอบและเครื่องมือสร้างทักษะ EF ที่ดีที่สุดสำหรับลูกรัก

ติดตามสาระน่ารู้เพิ่มเติมได้ที่ Kidsfun

ค้นพบความสนุกและสาระความบันเทิงสำหรับลูกได้ที่ @kidsfunth