EU หนุนยางไทย Low Risk ลดภาระผู้นำเข้า เพิ่มโอกาสส่งออกระยะยาว

/
/
/
EU หนุนยางไทย Low Risk ลดภาระผู้นำเข้า เพิ่มโอกาสส่งออกระยะยาว

EU หนุนยางไทย Low Risk ลดภาระผู้นำเข้า เพิ่มโอกาสส่งออกระยะยาว

EU หนุนยางไทย: สหภาพยุโรป (EU) กำลังสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญบนเวทีการค้าโลก ด้วยการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR (European Union Deforestation Regulation) กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมสินค้าเกษตร 7 กลุ่ม รวมถึง “ยางพารา” ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักที่ไทยพึ่งพาตลาด EU มายาวนาน

สถิติชี้ชัดว่าในช่วงปี 2564-2568 ไทยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดยางธรรมชาติใน EU เฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 20.3 ซึ่งหมายความว่าเกือบ 1 ใน 5 ของยางที่ยุโรปนำเข้าทั้งหมดมาจากสวนยางในประเทศไทย

ภายใต้มาตรการใหม่นี้ ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำระบบตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) เพื่อยืนยันความโปร่งใสว่าสินค้าไม่ได้รุกล้ำพื้นที่ป่า โดยจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการกับธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 และจะครอบคลุมถึงรายย่อยในกลางปี 2570

สิ่งที่หลายฝ่ายเคยกังวลว่าจะกลายเป็นกำแพงการค้า กลับกลายเป็นโอกาสครั้งมหาศาลเมื่อ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม “ความเสี่ยงต่ำ” (Low Risk) จากทั้งหมด 140 ประเทศทั่วโลก สถานะดังกล่าวสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างเด็ดขาดเหนือคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงมาตรฐาน (Standard Risk) 

การเป็นประเทศ Low Risk ทำให้ผู้นำเข้าที่ซื้อยางจากไทยได้รับสิทธิ์การตรวจสอบที่ง่ายขึ้น (Simplified Due Diligence) โดยมีอัตราการสุ่มตรวจเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ในขณะที่กลุ่มความเสี่ยงมาตรฐานต้องถูกสุ่มตรวจถึงร้อยละ 3 ปัจจัยนี้จึงช่วยลดภาระขั้นตอนและต้นทุนทางธุรกิจให้แก่ผู้นำเข้ายุโรปได้อย่างเป็นรูปธรรม

สถานการณ์การส่งออกยางพาราของไทยไปยังตลาด EU สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ชัดเจน แม้ในปี 2566 จะหดตัวจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ แต่ ในปี 2567 การส่งออกสามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้ถึงร้อยละ 18.35 แตะระดับมูลค่า 1,871.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังสามารถประคองการเติบโตต่อเนื่องได้ในปี 2568 

นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยยังมีความแข็งแกร่ง โดยมีสัดส่วนการส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ยางที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงถึงร้อยละ 69.18 (นำโดยกลุ่มยางยานพาหนะและถุงมือยาง) ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้สามารถปรับตัวเข้ากับระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ดีกว่าการส่งออกยางธรรมชาติขั้นต้น ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมยังได้ยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับผ่าน 3 แพลตฟอร์มหลัก เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

แม้ไทยจะยังคงมีความท้าทายในด้านการบริหารจัดการข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) ของเกษตรกรรายย่อย แต่การมี สถานะ Low Risk ถือเป็นแต้มต่อสำคัญที่จะทำให้ยางพาราไทยสอดคล้องกับข้อกำหนดและสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้นรวมถึงง่ายต่อการขยายตลาดไปสู่กลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

กฎหมาย EUDR จึงพลิกวิกฤตให้เป็น “โอกาส” ในการคัดกรองคู่แข่งที่ไม่รักษาสิ่งแวดล้อมออกจากตลาดโลก ท้ายที่สุด มาตรฐานใหม่นี้จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของยางพาราไทย จากที่เคยเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป สู่การเป็น “สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม” ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง” 
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์  เวลา 08.15 – 08.25 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25  เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital

บทความที่เกี่ยวข้อง

รายการอื่นๆ

ถกไม่เถียง, คิดฝัน, เงินทองของจริง

บ้านหลังแรก สร้างใหม่หรือมือสอง แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน ?

บ้านหลังแรกการมีบ้านหลังแรกเป็นเป้าหมายชีวิตที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่เส้นทางสู่การเป็นเจ้าของบ้านนั้นมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งการสร้างบ้านเอง การซื้อบ้านมือหนึ่งจากโครงการ...

วางแผนซื้อบ้าน ต้องเช็กกำลังผ่อนก่อนแบกหนี้ระยะยาว !

วางแผนซื้อบ้าน: การมีบ้านเป็นของตัวเองคือความฝันของใครหลายคน แต่สิ่งที่คนมักมองข้ามคือ การซื้อบ้านไม่ได้จบลงในวันที่ธนาคารอนุมัติสินเชื่อ...

โรคมือเท้าปาก และ RSV ในเด็ก : สังเกตอาการและรับมืออย่างถูกวิธี

ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว วัยเด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ มักเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย โรคยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ...