ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว วัยเด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ มักเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย โรคยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ โรคมือเท้าปาก และ RSV ในเด็ก แม้ทั้งสองโรคจะมีสาเหตุและอาการแสดงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากดูแลไม่ทันท่วงที การเข้าใจสาเหตุ สังเกตอาการ และรู้วิธีรักษา จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือกับความเจ็บป่วยของลูกน้อยได้อย่างทันเวลา

สาเหตุและช่องทางการแพร่เชื้อ
การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดเกิดขึ้นได้ง่ายมากในกลุ่มเด็กเล็ก โดยมีช่องทางติดเชื้อหลัก ดังนี้
สาเหตุของโรคมือเท้าปาก
- ภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์: พบมากในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อและยังไม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
- การสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง: ติดต่อผ่านน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง หรืออุจจาระของผู้ป่วย
- การสัมผัสสิ่งของปนเปื้อน: เด็กมักจับของเล่น หรือของใช้ที่มีเชื้อติดอยู่ แล้วนำมือเข้าปากโดยไม่รู้ตัว
สาเหตุของโรค RSV
- การสูดดมละอองฝอย: ติดต่อผ่านอากาศจากการไอ จาม หรือการพูดคุยในระยะใกล้ชิดกับผู้ป่วย
- การสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อ: ไวรัส RSV สามารถมีชีวิตอยู่บนของเล่น โต๊ะ หรือลูกบิดประตูได้นานหลายชั่วโมง หากเด็กสัมผัสแล้วนำมือมาจับปาก จมูก หรือตา เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ทันที

อาการของ โรคมือเท้าปาก และ RSV ในเด็ก
การสังเกตความผิดปกติอย่างรวดเร็วจะช่วยให้รับมือได้ทันท่วงที ซึ่งแต่ละโรคมีสัญญาณเตือนแตกต่างกัน ดังนี้
อาการโรคมือเท้าปาก
- มีไข้: มักเริ่มต้นด้วยไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูง และมีอาการเจ็บคอ
- แผลในปาก: เกิดตุ่มน้ำใสหรือแผลร้อนในที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม ทำให้เด็กเจ็บปาก กลืนลำบาก น้ำลายไหล และปฏิเสธการกินอาหาร
- ผื่นหรือตุ่มน้ำ: พบตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น เข่า หรือข้อศอก (ส่วนใหญ่ไม่มีอาการคัน)
อาการโรค RSV ในเด็ก
- อาการเริ่มต้น (ติดเชื้อทั่วไป): มีไข้ต่ำๆ ไอ จาม มีน้ำมูก คอแห้ง และทานอาหารได้น้อยลง
- อาการรุนแรง (ติดเชื้อทางเดินหายใจล่าง): มีไข้สูง ไอรุนแรง มีเสมหะมาก หายใจเร็วหอบ หายใจมีเสียงวี้ด (Wheezing) ขณะหายใจอกบุ๋มหรือชายโครงบุ๋ม และอาจมีริมฝีปากหรือเล็บเขียวคล้ำจากการขาดออกซิเจน

วิธีการดูแลรักษาและการพยาบาลเบื้องต้น
ปัจจุบันทั้งสองโรคยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะทาง การรักษาจึงเน้นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาดูแลตนเอง
การรักษาโรคมือเท้าปาก
- การใช้ยาบรรเทาอาการ: ให้ยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็ก) และเช็ดตัวบ่อยๆ ร่วมกับใช้ยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน
- การปรับอาหาร: ให้เด็กทานอาหารอ่อน ของเย็น เช่น นมเย็น ไอศกรีม เพื่อลดอาการเจ็บแผลในปาก และให้จิบน้อยๆ แต่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรือผลไม้รสเปรี้ยว
- การพักผ่อน: ให้เด็กหยุดเรียนและพักผ่อนที่บ้านอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
สัญญาณเตือนภาวะแทรกซ้อนที่ต้องพบแพทย์ทันที:
หากเด็กมีไข้สูงไม่ลด ซึมลง อาเจียนบ่อย หายใจหอบเหนื่อย แขนขาอ่อนแรง หรือมีอาการตกใจผวา สะดุ้งง่วงซึม ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเสี่ยงภาวะสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV71)
การป้องกันและดูแลโรค RSV
- ล้างมือบ่อยๆ: สอนให้เด็กหมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกต้องก่อนทานอาหารและหลังเล่นของเล่น
- ทำความสะอาดสิ่งของ: เช็ดทำความสะอาดของเล่น ของใช้ส่วนตัว และพื้นผิวสัมผัสร่วมภายในบ้านเป็นประจำ
- เลี่ยงกลุ่มคนแออัด: หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด และงดให้ผู้อื่นสัมผัสหรือหอมแก้มเด็กเมื่อมีอาการป่วย
- สวมหน้ากากอนามัย: หากต้องออกนอกบ้านหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง ให้สวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการสูดดมละอองฝอย

การระบาดของ โรคมือเท้าปาก และ RSV ในเด็ก ในช่วงฤดูฝนเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ตื่นตระหนก หมั่นสังเกตอาการความผิดปกติของลูกน้อย รักษาสุขอนามัยด้วยการล้างมือ และแยกเด็กป่วยออกจากเด็กคนอื่นเพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อ การดูแลอย่างใกล้ชิดและถูกวิธีจะช่วยให้เจ้าตัวเล็กปลอดภัยและหายป่วยได้อย่างรวดเร็ว
ติดตามสาระน่ารู้เพิ่มเติมได้ที่ Kidsfun
ค้นพบความสนุกและสาระความบันเทิงสำหรับลูกได้ที่ @kidsfunth






