อู่ตะเภารอคำตอบสุดท้าย: โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ณ สนามบินอู่ตะเภา ถือเป็นหนึ่งในโครงการการลงทุนที่สำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางบริการด้านการบินขนาดใหญ่ ที่สามารถรองรับการซ่อมบำรุงอากาศยานได้ทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโครงการดังกล่าวยังคงเผชิญกับความล่าช้า เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ยังคงอยู่ระหว่างการรอให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตัดสินใจลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่เพื่อพัฒนาโครงการ
สาเหตุหลักของความล่าช้าในขณะนี้เกิดจากการที่ คณะกรรมการ (บอร์ด) ของการบินไทยยังไม่อนุมัติโครงการ โดยบอร์ดมีความเห็นว่าแผนการลงทุนดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ
แม้ว่าก่อนหน้านี้การบินไทยจะสามารถตกลงเจรจาเรื่องพื้นที่ตั้งโครงการกับบริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น (UTA) ผู้รับสัมปทานโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก จนได้ข้อยุติว่าจะยังคงใช้พื้นที่เดิมโดยไม่ต้องย้ายไปอยู่บริเวณกึ่งกลางรันเวย์ที่ 2 แล้วก็ตาม
ความล่าช้าที่เกิดขึ้นนี้ได้เปิดโอกาสให้สายการบินเอกชนรายอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เวียดเจ็ท” แสดงความสนใจที่จะเข้ามาขอเช่าพื้นที่เพื่อลงทุนในโครงการ MRO เช่นเดียวกัน
ถึงกระนั้น สกพอ. ยังคงยืนยันนโยบายเดิมที่จะมอบสิทธิให้การบินไทยเป็นผู้ลงทุนหลักในการพัฒนาโครงการเป็นรายแรกก่อน เนื่องจากไม่ต้องการให้มีการพัฒนา MRO ในพื้นที่อื่นเพื่อมาแข่งขันกันเอง และต้องการให้ธุรกิจ MRO รวมอยู่ในพื้นที่เดียวกันเพื่อประโยชน์สูงสุดในการดำเนินธุรกิจและการให้บริการ
สำหรับรายละเอียดแผนการจัดสรรพื้นที่นั้น สกพอ. ได้เตรียมพื้นที่จำนวน 210 ไร่ ให้การบินไทยเช่าทำโครงการเป็นระยะเวลาสัญญา 50 ปี โดยภาครัฐจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของค่าเช่าพื้นที่และส่วนแบ่งรายได้แบบขั้นบันได
นอกจากนี้ สกพอ. ยังได้เตรียมที่ดินเพิ่มเติมอีกประมาณ 70 ไร่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยจัดสรรเป็นพื้นที่ 30 ไร่สำหรับรองรับธุรกิจเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet) และพื้นที่อีก 40 ไร่สำหรับพัฒนาโครงการสนับสนุนบริการด้านการบินอื่นๆ
ทั้งนี้ หากเวียดเจ็ทมีความพร้อมและต้องการลงทุนทำ MRO สกพอ. เสนอแนะว่าสามารถเสนอแผนขอเช่าพื้นที่ 40 ไร่ในส่วนนี้ หรืออาจจะทำการเจรจาเพื่อขอเช่าพื้นที่ต่อจากโควตา 210 ไร่ของการบินไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน
หากการบินไทยตัดสินใจเดินหน้าโครงการตามแผนงานที่เคยศึกษาไว้ จะต้องใช้ เงินลงทุนสูงถึงประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเม็ดเงินนี้จะถูกนำไปพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงที่ครอบคลุมตั้งแต่การซ่อมใหญ่อากาศยาน (Heavy Maintenance)
ซึ่งสามารถรองรับเครื่องบินลำตัวกว้างได้พร้อมกัน 3 ลำ หรือคิดเป็น 110 ลำต่อปี และเครื่องบินลำตัวแคบอีก 130 ลำต่อปี รวมไปถึงการซ่อมบำรุงระดับลานจอด (Line Maintenance) ที่รองรับได้ถึง 70 เที่ยวบินต่อวัน และการพ่นสีอากาศยานที่รองรับได้ราว 22 ลำต่อปี จุดเด่นสำคัญอีกประการคือการพัฒนา โรงซ่อมอากาศยานอัจฉริยะ (Smart-hanger) ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในโลก รองรับบริการได้ทั้งเครื่องบินแอร์บัสและโบอิง
จากการประเมินตามแผนเดิม โครงการนี้จะสามารถ สร้างรายได้ในปีแรกอยู่ที่ประมาณ 400-500 ล้านบาท และคาดการณ์ว่ารายได้จะมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 2% จนส่งผลให้ตลอดอายุสัญญา 50 ปี โครงการจะมีรายได้รวมมหาศาลถึง 2 แสนล้านบาท
ท้ายที่สุด หากบอร์ดการบินไทยอนุมัติโครงการ คาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการทำขอบเขตงาน (TOR) โดย เริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2570 และเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2573 อนาคตของโครงการ MRO อู่ตะเภาจึงแขวนอยู่กับการตัดสินใจของการบินไทย ว่าจะเร่งคว้าโอกาสนี้ไว้ก่อนที่จะถูกคู่แข่งปาดหน้าไปหรือไม่
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






