อินโดนีเซียอัดฉีด 1.48 พันล้านดอลลาร์ ดัน GDP ท่ามกลางวิกฤติ

/
/
/
อินโดนีเซียอัดฉีด 1.48 พันล้านดอลลาร์ ดัน GDP ท่ามกลางวิกฤติ

อินโดนีเซียอัดฉีด 1.48 พันล้านดอลลาร์: รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว สุเบียนโต ได้เปิดตัวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยใช้เม็ดเงินสูงถึง 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานและวิกฤติค่าเงินรูเปียห์ที่กำลังอ่อนค่าลงอย่างหนัก โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายหลักที่จะ ผลักดันการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ให้แตะระดับ 5.4% ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 5.11% ในปี 2025

หัวใจสำคัญของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก เริ่มจาก การบรรเทาทุกข์ด้านอาหาร ซึ่งใช้งบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดจำนวน 18.04 ล้านล้านรูเปียห์ นำไปใช้แจกข้าวสารขนาด 10 กิโลกรัมต่อคน ให้แก่ประชาชนกว่า 33.24 ล้านคน ซึ่งครอบคลุมประชากรถึง 11.5% ของประเทศ 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้เงินอุดหนุนอีก 5 แสนล้านรูเปียห์ สำหรับการนำเข้าถั่วเหลืองในราคา 2,000 รูเปียห์ต่อกิโลกรัม เพื่อพยุงอุตสาหกรรมเต้าหู้และเทมเป้ที่ต้องใช้วัตถุดิบนำเข้ามหาศาลถึง 2.5 ล้านตันต่อปี

ในด้าน การอุ้มตลาดแรงงานและการท่องเที่ยว รัฐบาลจัดสรรเงิน 6.26 ล้านล้านรูเปียห์ โดยแบ่งไปสร้างงานผ่านโครงการฝึกงาน 150,000 ตำแหน่ง และจัดอบรมวิชาชีพเพื่อช่วยเหลือเด็กจบใหม่ 220,000 คน 

รวมถึงเยียวยาผู้ที่เพิ่งถูกเลิกจ้างอีก 50,000 คน ควบคู่ไปกับการให้งบประมาณ 2.04 ล้านล้านรูเปียห์เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว ด้วยการให้ส่วนลดตั๋วรถไฟและเรือข้ามฟากสูงสุด 30% รวมถึงการงดเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเต็มจำนวนสำหรับตั๋วเครื่องบินในประเทศชั้นประหยัด

สำหรับ มาตรการด้านภาษี รัฐบาลได้ประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าก๊าซ LPG และวัตถุดิบพลาสติกเพื่อควบคุมเงินเฟ้อผ่านการลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์อาหาร รวมถึงลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับค่าลิขสิทธิ์ของนักเขียนจาก 15% เหลือ 1.5% 

ซึ่งคาดว่าจะสร้างผลตอบแทนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ถึง 2.25 ล้านล้านรูเปียห์ ทว่านโยบายจูงใจในการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับไม่รวมอยู่ในมาตรการรอบนี้ โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจยืนยันว่าถูกสั่งระงับและอยู่ระหว่างการทบทวนใหม่

แม้นโยบายจะดูครอบคลุมทุกภาคส่วน แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างแสดงความกังวลว่า เป้าหมาย GDP ที่ 5.4% เป็นเรื่องที่ท้าทายและห่างไกลจากความเป็นจริงอย่างยิ่ง เนื่องจากอินโดนีเซียกำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ ตลาดหุ้นตกลงไปแล้วกว่า 30%

และธนาคารกลางต้องประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 3 ครั้งใน 5 สัปดาห์เพื่อพยุงค่าเงินรูเปียห์ ศ.ราห์มา กาฟมี จากมหาวิทยาลัยแอร์ลังกา ชี้ให้เห็นว่า เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.11% ถึง 0.13% ของ GDP ที่แท้จริงเท่านั้น 

ท้ายที่สุด นโยบายอัดฉีดเงินก้อนนี้อาจมีประโยชน์สูงสุดเพียงแค่ “ช่วยประคองไม่ให้เศรษฐกิจดิ่งหัวลงไปมากกว่าเดิม” แต่ไม่อาจเป็นเครื่องยนต์หลักที่ผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้ทะลุเป้าตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง” 
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital