บทเรียนไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน ชี้รัฐต้องออกแบบ PPP ให้ยืดหยุ่นขึ้น

/
/
/
บทเรียนไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน ชี้รัฐต้องออกแบบ PPP ให้ยืดหยุ่นขึ้น

บทเรียนไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน: ความคืบหน้าของ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก

เนื่องจากกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาสิ้นสุดสัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่ม CP) ประเด็นดังกล่าวได้สร้างความกังวลในหลายภาคส่วน 

โดยเฉพาะเรื่องการขอแก้ไขสัญญาเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินอุดหนุนค่าก่อสร้าง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นการทำลายหลักการร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) และอาจส่งผลสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในการประมูลโครงการคมนาคมขนาดใหญ่อื่นๆ ในอนาคต

แม้จะมีความท้าทายดังกล่าว นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมายืนยันว่า กระทรวงฯ จะยังคงเดินหน้าผลักดันเมกะโปรเจกต์ โดยเน้นการใช้แหล่งเงินทุนจากรูปแบบ PPP รวมถึงการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) 

แนวทางนี้จะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐบาล และช่วยให้รัฐสามารถนำเงินไปพัฒนาบริการประชาชนด้านอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด

สำหรับแผนงานในปี 2570 กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันโครงการสำคัญ 262 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 229,769 ล้านบาท โดยมี โครงการที่พร้อมเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) มูลค่ารวมกว่า 1.4 แสนล้านบาท ตัวอย่างโครงการสำคัญ ได้แก่ มอเตอร์เวย์ M5 ส่วนต่อขยายโทลล์เวย์ ช่วงรังสิต-บางปะอิน (31,358 ล้านบาท), มอเตอร์เวย์ M9 ทางยกระดับบางขุนเทียน-บางบัวทอง (56,035 ล้านบาท), ทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 (46,812 ล้านบาท) และ โครงการท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ที่เกาะสมุย (12,171.60 ล้านบาท)

รัฐบาลยอมรับว่าปัญหาความล่าช้าในอดีตเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมัน บทเรียนเหล่านี้ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนเงื่อนไขของสัญญา PPP ใหม่ให้มีความยืดหยุ่นและครอบคลุมสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะแตกต่างจากสัญญาเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว รัฐบาลยังเชื่อมั่นว่ากรณีของไฮสปีดเทรนจะไม่ทำให้ความน่าเชื่อถือของการลงทุน PPP ลดลง เนื่องจากแต่ละโครงการมีความน่าสนใจที่แตกต่างกัน

ทางด้าน ดร.สุเมธ องกิตติกุล จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้มุมมองว่า แม้ PPP จะเป็นรูปแบบการลงทุนที่ดีและช่วยให้โครงการเกิดได้เร็ว แต่ความสำเร็จมักจำกัดอยู่ในกลุ่มโครงการที่รายได้ชัดเจน เช่น รถไฟฟ้าและทางด่วน ขณะที่รถไฟความเร็วสูงเป็นโครงการใหม่ที่มีความเสี่ยงสูงมาก จึงทำให้เอกชนต้องแบกรับภาระมากกว่าภาครัฐ

ดังนั้น กรณีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ภาครัฐต้องนำมาพัฒนารูปแบบ PPP ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของแต่ละโครงการ เนื่องจากการร่วมทุน PPP มีสัญญายาวนานถึง 20-30 ปี รัฐจึงควรออกแบบเงื่อนไขให้ปรับเปลี่ยนตามบริบทได้ เช่น การเปิดช่องให้มีการพัฒนาระบบและเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง” 
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.15 – 08.25 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital