ตะวันออกกลางเดือด: สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของตลาดโลก พุ่งขึ้นมากกว่าร้อยละ 3 ไปซื้อขายกันที่ระดับ 90.99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับการส่งมอบในเดือนกันยายน ณ เวลา 06:55 น. ตามเวลาสิงคโปร์
ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐอเมริกา สำหรับการส่งมอบในเดือนสิงหาคม ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 ไปอยู่ที่ระดับ 84.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเช่นกัน
สาเหตุหลักของการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในครั้งนี้ เกิดจากการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน หลังจากที่รัฐบาลเตหะรานได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศได้ล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว
การปะทะและตอบโต้กันแบบตาต่อตาฟันต่อฟันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เป้าหมายทางทหารโดยตรงอีกต่อไป แต่ได้ขยายวงกว้างครอบคลุมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เช่น สะพาน ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกในบริเวณท่าเรือ
ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าแทบจะไม่มีโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับไปสู่ข้อตกลงสงบศึกอันเปราะบางได้อีกในอนาคตอันใกล้
เหตุการณ์สำคัญที่สร้างความตื่นตระหนกและเพิ่มความกังวลต่อการส่งมอบพลังงานของโลก คือการที่กองทัพเรืออิหร่านเข้าสกัดกั้นเรือที่ไม่ระบุสัญชาติจำนวน 4 ลำที่พยายามเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้เรือ 2 ลำเกิดอุบัติเหตุและถูกระงับการเดินทาง ส่วนเรือที่เหลือต้องยอมทิ้งเส้นทางและหันหลังกลับ
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัท คูเวต ปิโตรเลียม คอร์ป ได้เปิดเผยว่า โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งในคูเวตถูกอิหร่านโจมตีอย่างหนักจนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง นอกเหนือจากอิหร่านแล้ว กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยังได้เข้าขัดขวางการเดินเรือพาณิชย์ผ่านจุดยุทธศาสตร์ในทะเลแดง และผู้นำกลุ่มยังขู่ที่จะโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียอีกด้วย
ความขัดแย้งครั้งนี้ยังลุกลามสร้างผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วภูมิภาค โดยคูเวตและบาห์เรนต่างตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ในขณะที่อิสราเอลต้องสกัดกั้นโดรนของอิหร่านบริเวณชายแดนติดกับซีเรีย ทางด้านสหรัฐอเมริกาเองก็ได้ตอบโต้ด้วยการส่งกองกำลังเข้าโจมตีเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงเมืองทางตอนใต้ของอิหร่านหลายแห่ง เช่น ชาเดแกน ซีริก และฮาเจียบาด นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการค้าแบบ “กระสวยขนส่ง” (shuttle run) ของผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซีย แม้ว่านายคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ จะให้สัมภาษณ์ว่าเริ่มมีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้นสามารถเดินทางผ่านช่องแคบได้บ้างแล้วก็ตาม
จากสถานการณ์ความตึงเครียดที่ลุกลามบานปลายนี้ นายซอล คาโวนิก นักวิเคราะห์อาวุโสด้านพลังงานจาก MST Marquee ได้ให้ความเห็นว่า การโจมตีที่รุนแรงขึ้นล้วนเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าความขัดแย้งมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อและขยายขอบเขตให้กว้างขึ้น
การมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในภูมิภาคโดยตรง หรือความพยายามใดๆ ของกลุ่มฮูตีที่สามารถขัดขวางเส้นทางในทะเลแดงได้สำเร็จ จะกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานพุ่งสูงขึ้นไปอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.15 – 08.25 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






