พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ: ในยุคปัจจุบัน ปัญหามิจฉาชีพออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ ได้พัฒนาเทคโนโลยีไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในการปลอมแปลงทั้งภาพและเสียงเพื่อสร้างตัวตนที่น่าเชื่อถือในการหลอกลวง ส่งผลให้คนไทยต้องตกเป็นเหยื่อและเกิดมูลค่าความเสียหายสูงถึงปีละหลายหมื่นล้านบาท ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ อาชญากรรมเหล่านี้มีลักษณะข้ามชาติอย่างซับซ้อน โดยเหยื่อ ผู้ร้าย และการโอนเงินอาจอยู่กันคนละประเทศ ทำให้การติดตามเงินกลับคืนมาทำได้ยากลำบากอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงได้ร่วมมือกับองค์กรทางการเงินระดับโลก ร่วมกันผลักดันกรอบความร่วมมือที่เรียกว่า “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ” (Bangkok Blueprint) เพื่อยกย่องและยกระดับการรับมือภัยฉ้อโกงทางการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ
กรอบความร่วมมือ 5 เสาหลัก และ 12 แนวทางสำคัญ
หัวใจสำคัญของพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ คือการตระหนักว่าการแก้ปัญหาภัยฉ้อโกงไม่ใช่หน้าที่ของธนาคารหรือตำรวจเพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกฝ่าย ได้แก่ ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล หน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ โดยกรอบแนวทางนี้ประกอบด้วย 5 เสาหลัก และ 12 แนวทางปฏิบัติ ดังนี้
1. การวางยุทธศาสตร์ กฎหมาย และกลไกกำกับดูแลให้ชัดเจน (เสาหลักที่ 1): กำหนดให้แต่ละประเทศมียุทธศาสตร์ระดับชาติในการรับมือภัยฉ้อโกง พร้อมระบุบทบาทและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน รวมถึงการมีกฎหมายและอำนาจที่เพียงพอในการป้องกัน ตรวจสอบ แลกเปลี่ยนข้อมูล และจัดการกับทรัพย์สินที่ได้จากการฉ้อโกง
2. การป้องกัน ตรวจจับ และรับมือการฉ้อโกงอย่างครบวงจร (เสาหลักที่ 2): ครอบคลุมกลไกทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้ปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้น การพัฒนาระบบตรวจจับและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลากหลายส่วนเพื่อเท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ และการประสานงานตอบสนองที่รวดเร็วหลังเกิดเหตุเพื่อลดความเสียหายและติดตามกู้คืนทรัพย์สิน
3. การใช้ระบบบริหารความเสี่ยงและกลไกบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพ (เสาหลักที่ 3): ยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของสถาบันการเงินและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ประยุกต์ใช้กลไกการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML-CFT) พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย โดยมุ่งเน้นคดีที่สร้างความเสียหายสูง เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และการอายัดยึดทรัพย์
4. การขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน (เสาหลักที่ 4): บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนภายในประเทศ ทั้งธนาคาร ค่ายมือถือ แพลตฟอร์มดิจิทัล และตำรวจ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการผนึกกำลังระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างรวดเร็ว และประสานงานระงับหรืออายัดเงินที่ถูกฉ้อโกงข้ามพรมแดนตามกฎหมายของแต่ละประเทศ
5. การคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล (เสาหลักที่ 5): เสริมสร้างความรู้และความตระหนักรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยทางการเงินดิจิทัล สิทธิของผู้ใช้บริการ และช่องทางการแจ้งเหตุที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมทั้งพัฒนากลไกการช่วยเหลือ เยียวยา และติดตามการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม
หากแนวทางตามพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการตรวจจับธุรกรรมสงสัยได้รวดเร็วขึ้น การอายัดและระงับความเสียหายที่ทันท่วงที ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการติดตามเงินกลับคืนมา อย่างไรก็ดี พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เป็นเพียง กรอบแนวทางเชิงนโยบาย ไม่ใช่มาตรการบังคับเปลี่ยนกฎหมายทั่วโลกในทันที และไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะได้เงินคืนทุกกรณี เนื่องจากขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและกฎหมายของแต่ละประเทศ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ประชาชนต้องยึดถือคือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเอง โดยไม่คลิกลิงก์สงสัย และไม่หลงเชื่อการแอบอ้างทางโทรศัพท์เด็ดขาด
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.20 – 08.30 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 09.10 – 09.20 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






