UPOV 1991: โอกาสและความเสี่ยงต่ออนาคตเกษตรกรไทย

/
/
/
/
UPOV 1991: โอกาสและความเสี่ยงต่ออนาคตเกษตรกรไทย

UPOV 1991: โอกาสและความเสี่ยงต่ออนาคตเกษตรกรไทย

UPOV 1991: การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) มีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือ ข้อเสนอเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช โดยรัฐบาลไทยชี้แจงว่า ประเด็นนี้เป็นข้อเสนอจากฝ่ายสหภาพยุโรปที่ยังอยู่ระหว่างการหารือและพิจารณาร่วมกัน โดยไทยยังไม่ได้มีการยอมรับข้อตกลงแต่อย่างใด โจทย์สำคัญคือการเปิดโอกาสทางการค้ากับต่างประเทศ โดยไม่ทำให้เกษตรกรไทยเสียสิทธิ์หรือเสียเปรียบในระยะยาว

ทำความเข้าใจและบทบาทในการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์

UPOV ย่อมาจาก International Union for the Protection of New Varieties of Plants จัดตั้งขึ้นเพื่อวางหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองสิทธิทางปัญญาของผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ เนื่องจากกระบวนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง ทนต่อโรค หรือทนทานต่อสภาพอากาศ ต้องอาศัยการลงทุนทั้งงบประมาณ บุคลากร นักวิจัย และห้องทดลองเป็นเวลานาน หากผู้อื่นสามารถนำพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นไปขยายพันธุ์และจำหน่ายต่อได้ทันทีโดยผู้พัฒนาไม่ได้รับผลตอบแทน ย่อมส่งผลกระทบต่อแรงจูงใจในการลงทุน ทั้งนี้ อนุสัญญาจัดตั้งขึ้นฉบับแรกในปี 1961 และมีการปรับปรุงในปี 1972, 1978 จนกระทั่งฉบับปรับปรุงสำคัญในปี 1991 เพื่อขยายขอบเขตการคุ้มครองให้ชัดเจนและสอดคล้องกับระบบทรัพย์สินทางปัญญายุคปัจจุบัน

โอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่

หากประเทศไทยตัดสินใจเข้าร่วม มีโอกาสทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นใน 3 มิติหลัก:

1. กระตุ้นการวิจัยและพัฒนา: การคุ้มครองสิทธิที่ชัดเจนช่วยจูงใจให้เกิดการลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ๆ ทั้งจากภาคเอกชนและนักปรับปรุงพันธุ์พืชในประเทศ

2. เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร: เกษตรกรอาจมีทางเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ หลากหลาย ให้ผลผลิตสูง ทนต่อโรค และตรงความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสำหรับการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

3. ยกระดับสู่มาตรฐานสากล: การมีระบบคุ้มครองพันธุ์พืชที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ช่วยเอื้อต่อการนำพันธุ์พืชไปทำตลาดในต่างประเทศ และได้รับความคุ้มครองในกลุ่มประเทศสมาชิก

ความเสี่ยงและข้อกังวลของเกษตรกรรายย่อย

ในอีกด้านหนึ่ง ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากต่อเกษตรกรรายย่อยใน 3 ประเด็นสำคัญ:

1. ภาระต้นทุนเมล็ดพันธุ์: เกษตรกรรายย่อยที่เคยเก็บเมล็ดพันธุ์บางส่วนจากผลผลิตไว้ใช้ปลูกในฤดูกาลถัดไป อาจถูกจำกัดสิทธิหากเป็นพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครอง ทำให้จำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูกาล ส่งผลให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรรายเล็กที่มีเงินทุนจำกัด

2. การพึ่งพาผู้จำหน่ายและการผูกขาด: หากตลาดเมล็ดพันธุ์ตกอยู่ภายใต้ผู้ขายเพียงไม่กี่ราย อาจเกิดการควบคุมราคาตลาด จำกัดทางเลือก และลดอำนาจการต่อรองของเกษตรกร

3. พันธุ์พืชพื้นเมืองและภูมิปัญญาชุมชน: มีข้อกังวลเกี่ยวกับการจำแนกความแตกต่างระหว่างพันธุ์พืชดั้งเดิมกับพันธุ์พืชปรับปรุงใหม่ รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดการแย่งชิงผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมของชุมชน

การตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการให้ความคุ้มครองแก่ผู้พัฒนาพันธุ์พืชเท่านั้น แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องพิจารณาควบคู่กัน คือการออกมาตรการรองรับเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้สามารถเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ได้ในราคาที่เหมาะสม มีทางเลือกที่เพียงพอ และไม่สูญเสียความสามารถในการดำรงวิถีเกษตรกรรมของตนเองอย่างยั่งยืน

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง” 
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์  เวลา 08.20 – 08.30 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25  เวลา 09.10 – 09.20 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital

บทความที่เกี่ยวข้อง

รายการอื่นๆ

ถกไม่เถียง, คิดฝัน, เงินทองของจริง

อนาคตประกันสังคม กับการยกระดับสิทธิประโยชน์คนทำงาน

ประกันสังคม: ในแต่ละเดือน มนุษย์เงินเดือนและคนทำงานต่างคุ้นเคยกับการถูกหักเงินส่วนหนึ่งจากรายได้เข้าสู่กองทุนประกันสังคม เงินส่วนนี้ถือเป็นกองทุนสำคัญที่มีภารกิจดูแลผู้ประกันตนทั้งในยามเจ็บป่วย...

เยียวยาน้ำท่วม 2569 เช็กเกณฑ์ลงทะเบียน – รับเงินช่วยเหลือ

เยียวยาน้ำท่วม: จากสถานการณ์อุทกภัยที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน การได้รับเงินเยียวยาถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูที่อยู่อาศัยเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยในปัจจุบัน...

ไทยเตรียมเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท ยกระดับการท่องเที่ยว

ค่าเหยียบแผ่นดิน: การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศอย่างต่อเนื่อง และเมื่อไม่นานมานี้...