K-Beauty บุกสหรัฐฯ รอบใหม่ ยอดขายพุ่ง 48% เขย่าตลาดความงามโลก

/
/
/
K-Beauty บุกสหรัฐฯ รอบใหม่ ยอดขายพุ่ง 48% เขย่าตลาดความงามโลก

K-Beauty บุกสหรัฐฯ: ผลิตภัณฑ์ความงามจากเกาหลีใต้ หรือ K-Beauty กำลังกลับมาสร้างปรากฏการณ์ความนิยมอย่างล้นหลามเป็นระลอกใหม่ในสหรัฐอเมริกา ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคือการเปิดสาขาแรกของร้านเครื่องสำอางชื่อดังอย่าง “โอลีฟยัง” (Olive Young)ในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีลูกค้ายอมไปกางเต็นท์นอนรอคิวข้ามคืน และมีผู้มาใช้บริการในช่วงสุดสัปดาห์แรกของการเปิดร้านถึง 6,000 คน

ความสำเร็จนี้มีความสำคัญต่อแบรนด์เป็นอย่างมาก เพราะตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตลาดขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นศูนย์กลางที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในการกำหนดเทรนด์ความงามและพฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลก

กระแสความนิยมในปัจจุบันได้รับการขนานนามว่าเป็น “คลื่นลูกที่ 2” ซึ่งต่อยอดมาจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผู้คนต้องอยู่บ้าน จึงมีเวลาศึกษาขั้นตอนการดูแลผิวอย่างละเอียด นอกจากนี้ เทรนด์การมี “ผิวใส” (Glass skin) ที่เน้นการบำรุงผิวให้ดูสุขภาพดีและเปล่งประกายจากภายใน แทนการใช้เครื่องสำอางปกปิดหนาๆ ก็ยิ่งผลักดันให้ K-Beauty เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในช่วงต้นปี 2026 ยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ในสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 2.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 48% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นักวิเคราะห์จากมอร์แกนสแตนลีย์ยังคาดการณ์ด้วยว่า ยอดขายรวมในปีนี้อาจแตะระดับ 4 พันล้านดอลลาร์ จากความนิยมในวัฒนธรรมเกาหลีและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ให้ผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน โดยปัจจุบันมีครัวเรือนในอเมริกามากถึง 28.7% ที่หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ความงามของเกาหลี

พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในยุคนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้คนมักค้นพบแบรนด์ใหม่ๆ ผ่านทาง คอมมูนิตี้ความงามออนไลน์ บนโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และอินสตาแกรม หรือเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ มากกว่าการเดินเลือกซื้อในห้างสรรพสินค้าแบบเดิม

ปัจจัยนี้ทำให้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ต้องเร่งปรับตัว ตัวอย่างเช่น ห้างทาร์เก็ต (Target) ได้เพิ่มสินค้าในกลุ่ม K-Beauty ถึง 4 เท่าตัว โดยนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดกว่า 150 รายการ ในขณะที่เซโฟรา (Sephora) ก็ได้ร่วมมือกับโอลีฟยังเพื่อนำเครื่องสำอางเกาหลีมาเจาะตลาดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดภาพรวมจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีความเสี่ยงซ่อนอยู่สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับพรีเมียม เนื่องจาก K-Beauty มักมีราคาที่จับต้องได้ หากกลุ่มคนรุ่นใหม่เปลี่ยนจากการซื้อสกินแคร์ราคา 30-60 ดอลลาร์ มาใช้สินค้าราคาเพียง 10-20 ดอลลาร์ที่ใช้ได้ผลดีเหมือนกัน อาจส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยโดยรวมในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ความงามถูกฉุดให้ลดต่ำลง

กระนั้น ความสำเร็จของ K-Beauty ในตลาดสหรัฐฯ ก็ได้กลายเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการเปิดโอกาสให้ ผลิตภัณฑ์ความงามจากชาติเอเชียอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม รวมถึงประเทศไทย สามารถเข้ามาทำตลาด แข่งขัน และได้รับความนิยมในระดับโลกได้ง่ายขึ้นในอนาคต

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง” 
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์  เวลา 08.15 – 08.25 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25  เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital