เงินเฟ้อเริ่มคลาย: เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ได้กล่าวปาฐกถาในการประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ณ เมืองซิงตรา ประเทศโปรตุเกส โดยระบุว่าความเสี่ยงด้านราคาสินค้าและการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ปรับตัวลดลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
พร้อมกับกล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของเฟดในการดึงอัตราเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% และบรรลุเสถียรภาพด้านราคาตามพันธกิจของคณะกรรมการ จากท่าทีและถ้อยแถลงดังกล่าว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับตัวร่วงลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 4.15% ในทันที
แม้ว่าวอร์ชจะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเขาติดตามตัวชี้วัดใดเป็นพิเศษ แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดที่เฟดให้ความสำคัญ พุ่งขึ้น 4.1% จากปีที่แล้ว ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) เพิ่มขึ้น 3.4% อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกที่ช่วยลดแรงกดดันด้านราคาในระยะนี้คือราคาพลังงานและน้ำมันเบนซินที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สหรัฐฯ และอิหร่านได้เข้าสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพ
ประเด็นสำคัญอีกประการที่วอร์ชได้เน้นย้ำคือ ความเป็นอิสระของเฟด ในการดำเนินนโยบายทางการเงินที่เหมาะสม โดยเขาประกาศจุดยืนที่จะไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันทางการเมือง โดยเฉพาะจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ วอร์ชยังยืนกรานที่จะไม่ใช้แนวทางการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายล่วงหน้า (Forward Guidance) โดยให้เหตุผลว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเขาต้องการให้คณะกรรมการเปิดอกถกเถียงกันอย่างเต็มที่ในการประชุมตัดสินใจเชิงนโยบายครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้
ทั้งนี้ ในการประชุมเดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการ FOMC มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5% – 3.75% แต่นักลงทุนในตลาดยังคงคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้
เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายที่ครอบคลุมในอนาคต วอร์ชได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้น 5 ชุด เพื่อตรวจสอบประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น การสื่อสาร งบดุล การใช้ข้อมูล ผลิตภาพ และกรอบการทำงานด้านเงินเฟ้อ โดยดึงผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาร่วมด้วย
สำหรับเรื่องงบดุลของเฟดที่ปัจจุบันสูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ วอร์ชยอมรับว่าในอดีตเขาเคยสนับสนุนการลดขนาดพอร์ตสินทรัพย์ ซึ่งหากมีการตัดสินใจดำเนินการจริง อาจจะต้องใช้ระยะเวลามากกว่า 18 สัปดาห์ในการลดขนาดงบดุลลงมา
ท้ายที่สุด วอร์ชได้ประเมินถึงบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระบบเศรษฐกิจ โดยมองว่าแม้ในระยะสั้นอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ากระแสการลงทุนใน AI จะส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อในวงกว้างหรือไม่ แต่ในระยะยาว AI จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตฝั่งอุปทาน (Supply-side boom)
และเพิ่มผลิตภาพอย่างมหาศาล เขาเชื่อมั่นว่าโลกกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ครั้งใหญ่ และผลกระทบเชิงบวกของ AI ต่อระบบเศรษฐกิจจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในแบบที่ตรงกันข้ามกับผลสำรวจทางธุรกิจในปัจจุบัน ภายในอีก 6 เดือนข้างหน้า
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.15 – 08.25 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital







