รัฐบาลผุดโครงการ: กระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่จัดทำขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤติปากท้องของประชาชน นโยบายนี้มีเป้าหมายหลักในการมุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงที่ราคาอาหารและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น มากกว่าการมุ่งเน้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง
โครงการดังกล่าวจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาว 4 เดือน โดยจะดึงเม็ดเงินจากวงเงินกู้ของกระทรวงการคลังมาใช้ดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เม็ดเงินตลอดโครงการประมาณ 1.7 แสนล้านบาท นอกจากนี้ การใช้จ่ายดังกล่าวยังคาดว่าจะมีผลพลอยได้ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.2-0.5% โครงการนี้ยังมีจุดเด่นในการช่วยกระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย
ความช่วยเหลือจากโครงการนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีจำนวนถึง 13 ล้านคน โดยกลุ่มนี้จะได้รับการเติมเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมรวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท กลุ่มที่สองคือ กลุ่มประชาชนทั่วไปซึ่งจะใช้รูปแบบการร่วมจ่าย (Co-payment) ในลักษณะเดียวกับโครงการคนละครึ่ง
แต่ในโครงการใหม่นี้รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ในสัดส่วนที่สูงถึง 60% และประชาชนผู้ใช้สิทธิ์จ่ายสมทบเพียง 40% สัดส่วนนี้ถือว่ารัฐเข้ามาช่วยรับภาระมากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยังคงกำหนดวงเงินการใช้จ่ายต่อวันไว้ที่ไม่เกิน 200 บาทเช่นเดิม เพื่อให้ประชาชนมีความคุ้นเคยและสามารถใช้งานได้อย่างไม่สับสน
ในด้านการสนับสนุนฝั่งผู้ประกอบการ กระทรวงการคลังมุ่งเป้าให้ความช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยกว่า 1 ล้านร้านค้า โดยได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบูรณาการในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งร้านค้าสามารถใช้งานได้ฟรี ระบบ AI จะเข้ามาช่วยสรุปยอดขายรายวัน วิเคราะห์การขายเปรียบเทียบกับคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน และช่วยจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างง่าย
ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการใช้เป็นหลักฐานขอสินเชื่อจากธนาคารในอนาคต สำหรับร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการประมาณ 9 แสนถึง 1 ล้านร้านค้า รวมถึงร้านค้าในระบบเดลิเวอรี่ ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือยืนยันตัวตนใหม่ เพียงแค่กดยืนยันสิทธิ์ก็สามารถใช้งานต่อได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบการใช้งานระหว่างร้านค้าธงฟ้าและร้านค้ากลุ่ม 60:40 ยังคงต้องแยกออกจากกัน เนื่องจากข้อกังวลในด้านภาระการบริหารจัดการและข้อจำกัดทางกฎหมายของทางกระทรวงพาณิชย์
สุดท้ายนี้ ในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลังกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาคัดกรองข้อมูลให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน รูปแบบการลงทะเบียนครั้งนี้จะปรับให้มีความคล่องตัวและลดภาระประชาชนมากขึ้น
โดยไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดทรัพย์สินยาวหลายหน้ากระดาษเหมือนที่ผ่านมา รัฐบาลจะเปลี่ยนไปใช้ระบบคัดกรองข้อมูลจากฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะทำการตัดสิทธิ์ผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ออกโดยอัตโนมัติ เช่น ผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัท ผู้ที่เปลี่ยนสถานะเป็นข้าราชการ หรือผู้เสียชีวิต เพื่อให้การช่วยเหลือมีความแม่นยำสูงสุด
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






