โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าใหม่หรือ ภาษีทรัมป์ เป็น 15% แบบเท่ากันทั่วโลก (Across the board) โดยให้มีผลทันที ! ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำสั่งตีตกกฎหมายภาษีเดิม (Reciprocal Tariff) เนื่องจากมองว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจตั้งภาษีนำเข้าเอง
กระทบกับเศรษฐกิจและผู้ส่งออกไทยอย่างไรบ้าง ? แบ่งเป็น 2 มุมดังนี้
– มุมบวกในระยะสั้น: ภาษีทรัมป์ การเก็บภาษี 15% เท่ากันทั่วโลกช่วยลดความผันผวนเฉียบพลัน ดีกว่าระบบเดิมที่อาจถูกปรับขึ้น 40-50% ได้ตามดุลพินิจทางการเมือง ทำให้ผู้ประกอบการวางแผนต้นทุนได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ สินค้าบางรายการที่ไทยเคยเสียภาษีที่ราวๆ 19% การลดลงมาเหลือ 15% อาจช่วยเพิ่มช่องว่างในการทำธุรกิจได้บ้างในระยะสั้น
.
– ความเสี่ยงที่น่ากังวล: กลุ่มสินค้าหลักที่ต้องจับตาคือ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน IC อาหารแปรรูปและแช่แข็ง เฟอร์นิเจอร์ และเสื้อผ้า ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะกระทบอัตรากำไรโดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ “การแข่งขันจากจีน” เพราะเดิมทีจีนโดนภาษีสูงถึง 50% แต่เมื่อ ภาษีทรัมป์ ปรับลงมาเหลือ 15% เท่ากับไทย จะทำให้สินค้าจีนทำราคาแข่งขันในสหรัฐฯ ได้ดีขึ้นอย่างมาก และอาจทำให้มีสินค้าส่วนเกินทะลักเข้ามาดัมพ์ราคาในตลาดอื่นๆ รวมถึงไทยด้วย ผสมโรงกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า ยิ่งทำให้ผู้ส่งออกไทยเหนื่อยขึ้นไปอีก
.
ทางรอดและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน (ส.อ.ท. และหอการค้าไทย)
เร่งเจรจาทวิภาคี: รัฐบาลต้องเร่งเจรจากับสหรัฐฯ ให้ได้ข้อสรุปใน 150 วัน โดยเฉพาะการแยกกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร และประมงออกมาเจรจาขอกลับไปใช้อัตราภาษีปกติ (Normal Rate)
ขยาย FTA และตลาดใหม่: ต้องเร่งดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว
ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ: โดยเฉพาะกลุ่ม SME ต้องได้รับการคุ้มครองจากการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกที่จะทะลักเข้ามาเมื่อโครงสร้างภาษีโลกเปลี่ยน
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






