ตลาดหุ้นไทยบวก 1.73%: ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดย ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวพุ่งแรงเพิ่มขึ้นถึง 26.80 จุด หรือคิดเป็นการปรับตัวบวก 1.73% ส่งผลให้ดัชนีไปปิดที่ระดับ 1,580.16 จุด
ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นถึง 15,861.33 ล้านบาท การปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นของตลาดหุ้นในครั้งนี้เกิดจากการประสานกันของปัจจัยเชิงบวก ทั้งจากสถานการณ์ภายนอกและมาตรการภายในประเทศที่เข้ามาสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างพร้อมเพรียงกัน
ในส่วนของปัจจัยต่างประเทศนั้น ตลาดได้รับแรงหนุนสำคัญจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่เริ่มมีสัญญาณคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลงคือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวร่วงลงประมาณ 6-7%
ซึ่งเหตุการณ์นี้ช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลใจในเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกลงได้อย่างมาก ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศก็ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยตลาดได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเตรียมเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมีกำหนดการเริ่มในช่วงต้นเดือนหน้า
เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาณบวกยังมาจากตัวเลขการส่งออกของประเทศที่รายงานออกมาดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ผนวกกับแนวโน้มของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่มีโอกาสจะถูกปรับประมาณการเพิ่มขึ้น อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความพยายามของรัฐบาลในการเร่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศ
เมื่อเจาะลึกเข้าไปดูในเรื่องของมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ที่ดัชนีแกว่งตัวอยู่ในบริเวณปลายระดับ 1,500 จุดนั้น ตลาดมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) อยู่ที่ประมาณ 16 เท่า ซึ่งอาจจะดูเหมือนว่าไม่ถูกนัก
แต่ หากนำผลกระทบของหุ้นนำตลาดอย่าง DELTA ออกไปจากการคำนวณ จะพบว่าค่า P/E ของตลาดโดยรวมจะลดลงมาเหลือเพียงแค่ประมาณ 14 เท่าเท่านั้น ข้อมูลนี้ช่วยสะท้อนให้เห็นว่าหุ้นส่วนใหญ่ในกระดานนั้นยังมีราคาที่สมเหตุสมผลและไม่ได้แพงจนเกินไป
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสภาวะที่ตลาดได้รับปัจจัยหนุนรอบด้านเช่นนี้ นักวิเคราะห์ได้ให้มุมมองว่า หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังคงสามารถเข้าไปเก็งกำไรได้ หากพิจารณาแล้วว่าผลกำไรของบริษัทยังคงมีศักยภาพในการเติบโต
นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำให้ผู้ลงทุนหาจังหวะ ทยอยสะสมหุ้นเมื่อราคาอ่อนตัวลง โดยเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าและกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์อย่างมากจากกระแสการขยายตัวของ Data Center รวมถึง หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่างเช่น BH ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากความกังวลที่เริ่มคลี่คลายลงของฐานลูกค้าชาวตะวันออกกลาง ท้ายที่สุด
ในส่วนของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ หุ้น KKP ถูกยกให้เป็นหุ้นเด่นที่น่าสนใจสะสม เนื่องจากบริษัทมีแนวโน้มได้รับผลบวกจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวและมีโอกาสปรับขึ้นในอนาคต ประกอบกับการฟื้นตัวของธุรกิจบริษัทลูกที่อิงกับภาวะตลาดหุ้น และแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อที่ยังอยู่ในทิศทางบวกอย่างต่อเนื่อง
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






