Green Lawจีนได้ประกาศก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้วยการออก “ประมวลกฎหมายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม” (Ecological and Environmental Code) ซึ่งถือเป็นรหัสกฎหมายระดับชาติฉบับที่สองรองจากประมวลกฎหมายแพ่ง
โดยกฎหมายฉบับปฏิรูปครั้งใหญ่นี้เป็นการรวบรวมกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิม 10 ฉบับ บูรณาการเข้ากับข้อบังคับกว่า 100 ฉบับ เพื่อสร้างระบบรวมศูนย์ที่มีประสิทธิภาพ โดยจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 สิงหาคม 2569
สาระสำคัญของกฎหมายใหม่นี้มุ่งเป้าสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ “น้ำใส ขุนเขาสีทอง” และเป้าหมาย “Dual Carbon” คือการปล่อยคาร์บอนสูงสุดก่อนปี 2573 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2603 กฎหมายนี้ครอบคลุมทุกกิจการในจีน รวมถึงวิสาหกิจต่างชาติ (FIEs) โดยได้ยกระดับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจากเดิมที่เป็นเพียงเรื่องของชื่อเสียง ให้กลายเป็น “ความรับผิดชอบทางการเงินและทางอาญา” ที่รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน
แรงกระเพื่อมต่อผู้ประกอบการไทย ในฐานะที่จีนเป็นคู่ค้าสำคัญและมีขนาดเศรษฐกิจถึง 1 ใน 5 ของโลก การเปลี่ยนแปลงนี้จึงส่งผลกระทบต่อไทยใน 2 มิติหลัก:
1. มาตรฐานการส่งออกและห่วงโซ่อุปทาน: ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปจีน โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม จะต้องเผชิญกับเกณฑ์การคัดเลือกคู่ค้าที่เข้มงวดขึ้น สินค้าไทยจำเป็นต้องแสดงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีระบบทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่โปร่งใส มิฉะนั้นอาจเผชิญความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากห่วงโซ่อุปทานของจีนได้
2. การย้ายฐานการผลิตและการแข่งขัน: มาตรฐานที่เข้มงวดและต้นทุนที่สูงขึ้นในจีนอาจเร่งให้ทุนจีนในอุตสาหกรรมดั้งเดิมย้ายฐานการผลิตมายังไทย แม้ไทยจะเป็นเป้าหมายหลักในการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ธุรกิจไทยต้องรับศึกสองด้าน เนื่องจากไทยเองก็กำลังยกระดับเกณฑ์สิ่งแวดล้อม เช่น ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรฐาน Thailand Taxonomy ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะบีบให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้องพิจารณาแผนความยั่งยืนเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความท้าทายนี้ยังแฝงไปด้วย โอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีสีเขียว นวัตกรรมลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมเหล็กและซีเมนต์ รวมถึงธุรกิจเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ซึ่งจะมีตลาดที่กว้างขึ้นจากการสนับสนุนของกฎหมายฉบับนี้
ประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อมของจีนเป็นสัญญาณเตือนว่า “ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกเพื่อการประชาสัมพันธ์ (CSR) อีกต่อไป” แต่ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์ชี้เป็นชี้ตายและความสามารถในการแข่งขันหลัก ของภาคธุรกิจในยุคเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






