AI ดันดีบุกสู่แร่ยุทธศาสตร์ จับตาตลาดโลกเผชิญภาวะอุปทานตึงตัว

/
/
/
AI ดันดีบุกสู่แร่ยุทธศาสตร์ จับตาตลาดโลกเผชิญภาวะอุปทานตึงตัว

AI ดันดีบุกสู่แร่ยุทธศาสตร์: เมื่อกล่าวถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงบริษัทผู้ผลิตชิปประมวลผลชั้นนำหรือการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ยังมีแร่ธาตุพื้นฐานอย่าง “ดีบุก” ที่กำลังถูกยกระดับให้กลายเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่ทั่วโลกต่างจับตามอง สาเหตุหลักมาจากดีบุกเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในการทำ “ตะกั่วบัดกรี”

ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการเชื่อมต่อชิปเซมิคอนดักเตอร์เข้ากับแผงวงจรและวัสดุรองรับ ส่งผลให้แร่ชนิดนี้ได้รับอานิสงส์และดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนไปพร้อมกับกระแสความนิยมของ AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลจากวิกกี้ เฉียว นักวิเคราะห์อาวุโสแห่ง Shanghai Metals Market (SMM) ได้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่กำลังขยายตัวอย่างมหาศาล 

โดยคาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ดีบุกในอุตสาหกรรมเซิร์ฟเวอร์ AI ทั่วโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าภายในปี 2030 จากเดิมที่อุตสาหกรรมนี้ใช้ดีบุกอยู่ประมาณ 6,000-8,000 ตันต่อปี ตัวเลขดังกล่าวอาจพุ่งทะยานไปถึง 22,000-25,000 ตันต่อปี

เพื่อรองรับความต้องการชิปประมวลผลและการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ การเติบโตนี้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้คาดว่าความต้องการใช้ดีบุกรวมทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ย 1.7% ต่อปีไปจนถึงปี 2030

ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดีบุกในตลาดโลหะลอนดอน (LME) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางอุปสงค์ที่พุ่งทะยาน ห่วงโซ่อุปทานของดีบุกกลับต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการคุ้มครองทรัพยากรภายในของประเทศผู้ผลิตหลัก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อินโดนีเซีย 

ซึ่งรั้งตำแหน่งผู้ผลิตดีบุกอันดับสองของโลก ได้ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้บริษัทเหมืองแร่ต้องยื่นขอใบอนุญาตใหม่ทุกปี แทนระบบเดิมที่จะอนุญาตให้ครั้งละ 3 ปี นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการส่งออก

โดยโควตาการผลิตของอินโดนีเซียคาดว่าจะลดลงเหลือราว 55,000-60,000 ตันในปีนี้ เมื่อเทียบกับที่เคยทำได้ถึง 78,000 ตันในปี 2019 ในขณะเดียวกัน แหล่งผลิตที่สำคัญอื่นๆ ก็เผชิญวิกฤตเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งรุนแรงและการสู้รบในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือในเมียนมาที่การทำเหมืองถูกระงับเพื่อการอนุรักษ์ ประกอบกับปัญหาปริมาณน้ำสะสมจากฝนตกหนักที่กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญในการกลับมาดำเนินงานของเหมือง

ด้วยข้อจำกัดทางด้านอุปทานจากหลายแหล่งผลิต SMM จึงประเมินว่าในช่วงปี 2026-2030 อุปทานดีบุกทั่วโลกจะสามารถเติบโตได้เพียงเฉลี่ย 1.16% ต่อปี

ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตของอุปสงค์ ช่องว่างนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ตลาดดีบุกมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ในท้ายที่สุด การแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI

อาจไม่ได้ถูกตัดสินด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่แร่ธาตุอย่าง “ดีบุก”

อาจกลายมาเป็นคอขวดสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีระดับโลกในอนาคต

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง” 
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital