นั่งข้ามสายไม่จ่ายซ้ำ: ครม. เคาะรถไฟฟ้าราคาเดียวทั่วกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการครั้งสำคัญในการปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนเพื่อให้เป็นราคาเดียวครอบคลุมทุกสีและทุกสายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
เพื่อช่วยเหลือและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน นโยบายนี้จะจัดเก็บค่าโดยสารในรูปแบบตั๋วร่วม (Joint Ticket) โดยกำหนดเพดานราคาไว้ที่ 17 ถึง 45 บาทต่อเที่ยว
ซึ่งมีจุดเด่นคือผู้โดยสารจะเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวที่สถานีต้นทางเท่านั้น และจะไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนอีกหากมีการเปลี่ยนสายการเดินทาง รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้ระบบนี้สามารถเริ่มใช้งานได้จริงภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน
ในการเดินหน้ามาตรการนี้ ครม. ได้ยกเลิกมติเดิมที่เคยกําหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย (ระยะที่ 2)นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการชำระเงิน โดยได้ประกาศยกเลิกการรองรับบัตร Rabbit (แบบ ABT) และกำหนดให้ผู้โดยสารต้องเปลี่ยนมาใช้เฉพาะบัตร EMV Contactless Card ในการชำระค่าโดยสารเท่านั้น ควบคู่ไปกับการกำหนดอัตราค่าโดยสารพิเศษเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส
มติ ครม. ยังครอบคลุมไปถึงการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม โดยมีการมอบหมายให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก้าวขึ้นมาเป็นหน่วยงานของรัฐเพียงรายเดียวที่ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมด
การปรับโครงสร้างนี้ส่งผลให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะต้องเร่งดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ได้แก่ สายสีเขียวส่วนหลักและส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง ทั้งในส่วนของทรัพย์สิน ภาระหนี้สิน และรายได้ มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รฟม. ตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมกันนี้ยังจะมีการเปลี่ยนรูปแบบสัญญาให้เป็นแบบจ้างเดินรถ (PPP Gross Cost) อีกด้วย
เพื่อให้กระบวนการดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเจรจากับเอกชนคู่สัญญา เพื่อพัฒนาระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Clearing House) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569
ทางด้านสำนักงบประมาณและสำนักงานอัยการสูงสุดได้เน้นย้ำว่า การเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานในประเด็นอัตราค่าแรกเข้าและสัดส่วนการแบ่งรายได้ จะต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม เป็นธรรม ไม่ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ และต้องคำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาสัมปทานอย่างเคร่งครัด
สำหรับผลกระทบทางการเงินและเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2569 มีการประเมินปริมาณผู้โดยสารว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.56 ล้านคนต่อเที่ยวต่อวัน โดยภาครัฐจะต้องจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยระบบปีละ 3,054 – 4,698 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างมากจากเดิมที่เคยประเมินไว้สูงถึง 9,665 – 12,863 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับประเมินไว้ที่ 16,007.30 ล้านบาท ท้ายนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอแนะเพิ่มเติมให้เร่งจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม และ รฟม. ควรเร่งศึกษารูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักหลังสิ้นสุดสัมปทานในปี 2572 ต่อไป
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






