1. ตั้งราคาตามต้นทุน โดย ตั้งต้นทุน + กำไรที่ต้องการ ไปเลย แต่คำว่าต้นทุนในที่นี้หมายถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ค่าต้นทุนสินค้า + ค่าแรง + ค่าบรรจุภัณฑ์ + ค่าจัดส่ง เป็นต้น กลยุทธ์นี้ถือเป็นกลยุทธ์พื้นฐานซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด
2. ตั้งราคาตามลูกค้า กลยุทธ์นี้ต้องพิจารณากลุ่มลูกค้าก่อนว่าลูกค้าของเราเป็นผู้คนกลุ่มใด เช่น กลุ่มรายได้น้อย รายได้ปานกลาง รายได้มาก เป็นต้น เพื่อผลิตหรือเลือกขายสินค้าตามคุณภาพ และกำหนดราคาให้เหมาะสมด้วย
3. ตั้งราคาตามคู่แข่ง เช่น ร้านค้าที่ขายของประเภทเดียวกัน ตั้งราคาใกล้เคียงกัน ต้องแข่งขันกันเรื่องบริการ และเน้นการขายให้ได้ปริมาณมากกว่า
1. ตั้งราคาลงท้ายด้วย 9 ส่งผลต่อความรู้สึกของลูกค้า ทำให้รู้สึกว่าราคาไม่แพงเกินไป เช่น 990 บาท หรือ 490 บาท เป็นต้น
2. ตั้งราคาลงท้ายด้วย 0 หรือ 5 เพื่อให้คำนวณง่าย เช่น ราคาอาหารที่ปรับขึ้นจาก 30 บาท เป็น 35 บาท โดยต้นทุนอาจปรับขึ้นเพียง 1-3 บาท เท่านั้น
3. ตั้งราคาแบบซื้อแล้วแถม ซึ่งมีผลวิจัยว่า การตั้งราคาแบบ ซื้อ 1 แถม 1 ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า การตั้งราคาแบบ ส่วนลด 50% ทั้ง ๆ ที่มีผลลัพธ์เท่ากัน แต่ด้วยหลักจิตวิทยาแล้ว การที่ลูกค้าซื้อสินค้าแล้วได้ของแถม ทำให้เกิดความรู้สึก “จุใจกว่า” นั่นเอง
4. ตั้งราคาให้เหลื่อม เช่น เครื่องดื่มแก้วเล็ก 25 บาท กับ เครื่องดื่มแก้วใหญ่ 30 บาท เป็นการกระตุ้นการขาย ทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกได้ความคุ้มค่ามากกว่า จึงตัดสินใจซื้อแก้วใหญ่แทน





