มาเลเซียแบนกุ้งไทย: เกิดประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย เมื่อมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทยจำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ กุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน อย่างกระชั้นชิด
โดยมาเลเซียแจ้งให้ไทยทราบในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และให้มีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เหตุการณ์นี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบและระงับนำเข้าปลากะพงขาวจากมาเลเซีย
เนื่องจากตรวจพบสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค ทำให้มาเลเซียใช้ มาตรการตอบโต้ทางการค้า (Reciprocal) ในครั้งนี้
มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลของไทยใน 4 ด้านหลัก ประการแรก เกษตรกรผู้เลี้ยงและผู้ส่งออกกุ้งต้องสูญเสียรายได้โดยตรง
ซึ่งไทยเคยส่งออกไปยังมาเลเซียได้ถึงเดือนละ 300-400 ตัน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 44 ล้านบาทต่อเดือน การระงับนำเข้าอย่างกะทันหันทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกุ้งล้นตลาด (Oversupply) และกดดันราคากุ้งในไทยให้ตกต่ำลง
ประการที่สอง ผู้ส่งออกปลากะพงต้องแบกรับต้นทุนและเวลาเพิ่มขึ้น จากการถูกบังคับใช้ใบรับรอง Certificate of Analysis (CoA)
ประการที่สาม เกิดความแออัดและล่าช้าในการขนส่งบริเวณด่านพรมแดน
และประการสุดท้ายคือ ผลกระทบเชิงความสัมพันธ์ทางการค้า ระหว่างสองประเทศที่อาจบานปลายไปสู่การตั้งกำแพงภาษีหรือมาตรการกีดกันอื่นๆ ในอนาคต
เพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนิน มาตรการฉุกเฉิน 13 มาตรการ เพื่อดูดซับกุ้งที่ถูกระงับการนำเข้า
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมนำประเด็นการกีดกันทางการค้านี้ เข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement) ขององค์การการค้าโลก (WTO) ตลอดจนหารือในระดับอาเซียน
อย่างไรก็ตาม นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจ ระบุว่ากระบวนการทางกฎหมายของ WTO อาจต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปี รัฐบาลและเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัวหาตลาดใหม่ทดแทน
โดยมุ่งเน้น 3 ตลาดศักยภาพ คือ ตลาดพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูง (ญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐฯ) ตลาดที่เติบโตเร็ว (จีน) และตลาดอาเซียน ในอดีตกุ้งไทยเคยเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของโลก
แต่เผชิญปัญหาโรคระบาดมานานกว่า 20 ปี การทวงคืนตำแหน่งผู้นำจึงต้องหนีจากคู่แข่งที่เน้นทำราคาถูกอย่างเวียดนามและอินเดีย และเปลี่ยนตำแหน่งสินค้าไปสู้ใน “ตลาดพรีเมียม” ที่เน้นคุณภาพสูง
โดยต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานสุขอนามัยสากล การแก้ปัญหาโรคระบาดอย่างจริงจัง และที่สำคัญที่สุดคือการใช้ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลอย่างยั่งยืน
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






