มาเลเซียเร่งเครื่องสู่ฮับชิปโลก ดึงลงทุน AI หนุนเศรษฐกิจเติบโตโดดเด่น

/
/
/
มาเลเซียเร่งเครื่องสู่ฮับชิปโลก ดึงลงทุน AI หนุนเศรษฐกิจเติบโตโดดเด่น

มาเลเซียเร่งเครื่องสู่ฮับชิปโลก: ในปัจจุบัน มาเลเซียได้ผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในสี่มหาอำนาจผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายใหญ่ที่สุดของโลก เคียงข้างประเทศชั้นนำอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย การก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางซัพพลายเชนด้านเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ของเอเชียในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่มาจากปัจจัยสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ที่โดดเด่นหลายประการ

ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จของมาเลเซีย จุดแข็งที่สำคัญที่สุดคือ “ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์” ท่ามกลางความตึงเครียดของโลก จุดยืนนี้ดึงดูดให้บริษัทข้ามชาติจำนวนมากตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเข้ามาเพื่อลดความเสี่ยง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการย้ายโรงงานเคมีสำหรับผลิตชิปจากตะวันออกกลางมายังรัฐซาราวัก 

นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในรัฐปีนัง ซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมูลค่ามหาศาล ประธานสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาเลเซียคาดการณ์ว่า ในปีนี้มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) จะพุ่งสูงเกิน 800,000 ล้านริงกิต

ความได้เปรียบอีกประการคือศักยภาพของแรงงาน มาเลเซียมีแรงงานทักษะสูงที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และมีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่า ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) มูลค่ารวมสูงถึง 144,400 ล้านริงกิตในช่วงปี 2564 ถึงครึ่งแรกของปี 2568 จากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Nvidia Corp. และ ByteDance Ltd.

ผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจภาพรวม กระแสการลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามาส่งผลดีอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 GDP ของมาเลเซียขยายตัวถึง 5.8% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ จนทำให้ JPMorgan Chase & Co. ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ทั้งปีขึ้นเป็น 5.3% 

ยิ่งไปกว่านั้น สถาบัน IMD ยังได้ปรับเพิ่มอันดับความสามารถในการแข่งขันของมาเลเซียขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นอันดับที่ 15 ของโลกในปี 2569 จากที่เคยอยู่ในอันดับ 34 เมื่อสองปีก่อน

ความท้าทายที่ต้องเร่งรับมือ อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของมาเลเซียยังมีอุปสรรคสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง ประการแรกคือ “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” 

ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2571 ประการที่สองคือ “แรงกดดันทางการคลัง” จากนโยบายอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 40,000 ล้านริงกิตในปี 2569 และอาจไปเบียดบังงบประมาณสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากรระดับบริหารจัดการโครงการที่เติบโตไม่ทันความต้องการของอุตสาหกรรม รวมถึงความท้าทายด้านธรรมาภิบาลที่ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่มาเลเซียต้องเร่งแก้ไขเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืน

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง” 
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์  เวลา 08.15 – 08.25 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25  เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital