รวยขึ้นแต่จนลง : ความเชื่อที่ว่า “ยิ่งขยันทำงาน ยิ่งมีเงินเก็บมาก” อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนในยุคปัจจุบัน หลายคนพยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ หรือแม้กระทั่งหารายได้เสริมหลายช่องทางจนตัวเลขรายได้ในแต่ละเดือนเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าพอใจ แต่เมื่อถึงช่วงปลายเดือนกลับต้องเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้าย นั่นคือเงินในบัญชีแทบไม่เหลือให้เก็บออม ซ้ำร้ายบางคนอาจมีหนี้สินบัตรเครดิตพอกพูนขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและเกิดขึ้นกับคนวัยทำงานจำนวนมหาศาล คำถามที่น่าสนใจคือ เม็ดเงินเหล่านั้นหายไปไหน ? และอะไรคือรากฐานของปัญหาที่ทำให้คนยุคใหม่ไม่สามารถก้าวไปสู่ความมั่นคงทางการเงินได้เสียที
กับดัก “Lifestyle Inflation” เมื่อรายได้สูงขึ้น แต่รายจ่ายกลับวิ่งแซง
สาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนทำงานหนักไม่มีเงินเหลือเก็บ มักมาจากพฤติกรรมที่เรียกว่า “Lifestyle Inflation” หรือการยกระดับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น ในช่วงเริ่มต้นของการทำงานหรือตอนที่มีรายได้น้อย เราอาจใช้ชีวิตอย่างประหยัด ระมัดระวังการใช้จ่าย แต่เมื่อหน้าที่การงานเติบโตขึ้น ได้เลื่อนขั้น หรือได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น หลายคนมักจะเผลออนุญาตให้ตัวเองใช้จ่ายได้มากขึ้นตามไปด้วย
การให้รางวัลตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อมันกลายเป็นความเคยชิน เช่น การเปลี่ยนจากทานอาหารริมทางมาเป็นมื้อหรูในห้างทุกสัปดาห์ การตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ที่ราคาแพงขึ้นเพื่อภาพลักษณ์ทางสังคม การซื้อของแบรนด์เนม หรือการสมัครสมาชิกบริการต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้งานจริง ค่าใช้จ่ายที่แฝงมากับความสะดวกสบายและความหรูหราเหล่านี้ จะค่อยๆ กลืนกินรายได้ส่วนเพิ่มไปจนหมด ทำให้แม้จะหาเงินได้หลักแสน ก็อาจมีรายจ่ายหลักแสนรออยู่เช่นกัน ท้ายที่สุดแล้ว จึงไม่มีช่องว่างเหลือสำหรับการออมเงินเลย
ลบข้ออ้าง “รอให้รวยก่อนค่อยเริ่มเก็บ”
อีกหนึ่งหลุมพรางทางความคิดที่อันตรายคือ การมองว่ารายได้ในปัจจุบันยังน้อยเกินไป ไม่คุ้มค่าที่จะเริ่มต้นวางแผนการเงินหรือการลงทุน หลายคนเลือกที่จะผัดวันประกันพรุ่ง และบอกตัวเองว่า “รอให้เงินเดือนเยอะกว่านี้ก่อนแล้วค่อยเริ่มออม”
ความจริงก็คือ การสร้างความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เริ่มต้นที่จำนวนเงิน แต่เริ่มต้นที่ “วินัย” หากไม่สามารถบริหารจัดการเงินจำนวนน้อยให้เกิดประสิทธิภาพได้ เมื่อมีเงินก้อนใหญ่เข้ามา ก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะบริหารจัดการผิดพลาดเช่นกัน การปล่อยปละละเลยพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย จะกลายเป็นนิสัยที่แก้ยากในอนาคต
วิกฤต “เดอะแบก” (Sandwich Generation) ภาระที่คนวัยกลางคนต้องเผชิญ
นอกจากการใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสถานะทางการเงินคือ ภาระหน้าที่ในครอบครัว ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่ตกอยู่ในสภาวะ “เดอะแบก” หรือ Sandwich Generation ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนวัยทำงานที่ถูกประกบด้วยภาระสองด้าน ด้านหนึ่งต้องดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ที่เข้าสู่วัยเกษียณหรือมีปัญหาสุขภาพ และอีกด้านหนึ่งก็ต้องดูแลลูกๆ ที่กำลังเติบโตและมีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงขึ้น
การต้องเป็นเสาหลักทางการเงินให้กับคนหลายวัยในครอบครัว ทำให้เดอะแบกต้องเผชิญกับความเครียดและความกดดันมหาศาล รายได้ที่หามาได้ต้องถูกกระจายออกไปหลายทิศทาง จนบางครั้งต้องยอมสละความสุขส่วนตัว ต้องดึงเงินเก็บที่อุตส่าห์สะสมไว้ออกมาใช้จ่ายเพื่อประคองคนในบ้าน ทำให้สภาพคล่องทางการเงินหดหาย และสูญเสียโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งเพื่อวัยเกษียณของตนเอง
กลยุทธ์ปลดล็อกความเครียดทางการเงิน สำหรับเสาหลักของบ้าน
หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเดอะแบก หรือรู้สึกว่าตัวเองกำลังชักหน้าไม่ถึงหลัง นี่คือแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อกอบกู้สถานการณ์ทางการเงินให้กลับมาดีขึ้น
1. เปิดอกคุยกันด้วยตัวเลขจริง (Open Communication)
ความเกรงใจคืออุปสรรคสำคัญของการแก้ปัญหาครอบครัว ก้าวแรกที่ต้องทำคือการเรียกสมาชิกทุกคนที่เกี่ยวข้องมานั่งคุยกันอย่างเปิดเผย กางตัวเลขรายได้รวมและรายจ่ายทั้งหมดของบ้านให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน เพื่อให้ทุกคนรับรู้สถานการณ์ที่แท้จริง ไม่ต้องแบกรับความเครียดไว้คนเดียว เมื่อครอบครัวเข้าใจ พวกเขาจะพร้อมให้ความร่วมมือในการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ได้ดีขึ้น
2. รักษาสภาพคล่องและสร้างกันชนทางการเงิน (Emergency Fund)
ในยุคที่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน การมีสภาพคล่องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ควรตั้งเป้าหมายในการออมเงินสำรองฉุกเฉินให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือนของครอบครัว เพื่อเป็นกันชนในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การตกงานกะทันหัน อุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วยรุนแรง เงินก้อนนี้จะช่วยให้ครอบครัวเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินให้เสียดอกเบี้ย
3. จัดสรรเงินออมเพื่อเป้าหมายของตัวเอง (Pay Yourself First)
แม้ภาระจะหนักอึ้งเพียงใด แต่สิ่งที่ไม่ควรละทิ้งเด็ดขาดคือ “อนาคตของตัวเอง” อย่ารอให้จ่ายให้ทุกคนครบแล้วค่อยเก็บออม เพราะมักจะไม่เหลือถึงคุณ ควรหักเงินออมทันทีที่ได้รับรายได้ โดยอาจเริ่มต้นที่ 5-10% ของรายได้ เพื่อนำไปลงทุนหรือเก็บไว้เป็นทุนเกษียณอายุ นอกจากนี้ การจัดสรรงบเล็กๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นรางวัลชีวิตให้ตัวเองบ้าง ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจไม่ให้หมดไฟในการต่อสู้กับภาระหน้าที่
4. จัดระเบียบหนี้สินและอุดรอยรั่วทางการเงิน
สำรวจหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมด โดยเฉพาะหนี้บริโภคที่มีดอกเบี้ยสูงอย่างบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล พยายามหาทางรีไฟแนนซ์หรือรวมหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ย พร้อมกับทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างจริงจัง เพื่อหา “รอยรั่ว” หรือค่าใช้จ่ายแฝงที่สามารถตัดทิ้งได้
ท้ายที่สุดแล้ว การมีอิสรภาพทางการเงินไม่ได้วัดกันที่ว่าเราสามารถหาเงินได้เดือนละเท่าไหร่ แต่วัดกันที่ว่าเราสามารถควบคุมและบริหารจัดการเงินที่หามาได้ดีแค่ไหน การปรับเปลี่ยนมุมมอง สร้างวินัย และกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริงทางการเงิน คือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนหลุดพ้นจากวงจรการทำงานหนักแต่ไม่มีเงินเก็บ และก้าวไปสู่ความมั่นคงในระยะยาวได้อย่างแท้จริง
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.15 – 08.25 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






