วิกฤตศรัทถาถล่มอินโดนีเซีย: ในขณะนี้ อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างหนักจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งส่งผลให้เกิดกระแสการเทขายสินทรัพย์และเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรง โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากังวล ดัชนีตลาดหุ้นหลักของอินโดนีเซียร่วงลงไปแล้วกว่า 37% จากจุดสูงสุดเมื่อ 5 เดือนก่อน
ซึ่งถือเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในบรรดาดัชนีกว่า 90 แห่งที่ได้รับการติดตามโดย Bloomberg ในขณะเดียวกัน ค่าเงินรูเปียห์ได้อ่อนค่าลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2026 หรืออ่อนค่าลงมากกว่า 14% นับตั้งแต่ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต เข้ารับตำแหน่ง ทำให้รูเปียห์กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในภูมิภาคเอเชียในปีนี้
สาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้เกิดจาก ความกังวลต่อนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีปราโบโว ที่มุ่งเน้นการเติบโตเชิงรุกให้ถึงระดับ 8% ต่อปี ผ่านโครงการประชานิยมอย่างการแจกอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ การเพิ่มบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ และการอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าสู่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara
นโยบายเหล่านี้ทำให้นักลงทุนหวั่นเกรงว่า วินัยการคลังของประเทศอาจอ่อนแอลง ความกังวลดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อ ศรี มุลยานี อินทราวาตี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ค้ำประกันวินัยการคลังของประเทศ ได้ก้าวลงจากตำแหน่ง
นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ
แรงกดดันนี้ยังขยายวงกว้างไปยังตลาดพันธบัตร โดยนักลงทุนต่างชาติได้เทขายพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียไปแล้วกว่า 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 86 ล้านล้านรูเปียห์) นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมของปีที่ผ่านมา ซ้ำร้ายยังเผชิญกับคำเตือนจาก MSCI ที่ระบุว่าอินโดนีเซียอาจถูกลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ไปสู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market)
เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดทุนและการกำกับดูแลที่ยังไม่เข้มแข็งพอ แม้ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนพฤษภาคม และเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งแนวโน้มการอ่อนค่าของรูเปียห์ได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าอินโดนีเซียจะสูญเสียศักยภาพไปทั้งหมด นักลงทุนจำนวนมากยังคงมองเห็นโอกาสในระยะยาว จากการที่เศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้มากกว่า 5% ต่อปี หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับต่ำ และประเทศยังคงเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก
ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ นักลงทุนทั่วโลกต้องการเห็นในเวลานี้ คือ “ความชัดเจนและความน่าเชื่อถือ” ของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวินัยด้านการคลัง ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และการลดการแทรกแซงจากภาครัฐ หากรัฐบาลไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นเหล่านี้ได้ อินโดนีเซียก็อาจยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนเลือกหลีกเลี่ยงมากที่สุดในเอเชียต่อไป
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






