เปิดโผ 3 ขุนพล : ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกมองว่าเป็นเพียงโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่หลังหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือบนคลาวด์ แต่ปัจจุบัน ทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “Physical AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ในโลกจริง
รายงานเจาะลึกจาก Counterpoint Research ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่เกิดจาก “การบรรจบกัน” ของเทคโนโลยีขั้นสูง 4 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะ, ระบบประมวลผลปลายทาง (Edge Computing), Generative AI ที่มีความฉลาดระดับมนุษย์ และระบบเซนเซอร์/ภาพ (Computer Vision) ที่แม่นยำ การผสานรวมทั้งหมดนี้ทำให้ AI มี “ดวงตา” และ “ร่างกาย” สามารถรับรู้ ตัดสินใจ และโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพได้อย่างอิสระและเรียลไทม์
3 พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: โดรน หุ่นยนต์ และรถไร้คนขับ
การประยุกต์ใช้ Physical AI กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในทุกภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ สายการผลิต ไปจนถึงบริการทางการแพทย์ โดย Counterpoint Research ได้คาดการณ์ตัวเลขการใช้งานในช่วงทศวรรษหน้า (ปี 2025–2035) ไว้ดังนี้
โดรนอัจฉริยะ (คาดการณ์ยอดใช้งาน 59 ล้านเครื่อง): จะเป็นผู้นำตลาดในด้าน “ปริมาณ” เนื่องจากการใช้งานที่คล่องตัว ต้นทุนที่เข้าถึงง่าย และครอบคลุมตั้งแต่งานขนส่งพัสดุ (Last-mile Delivery) ไปจนถึงการสำรวจพื้นที่และการเกษตรแม่นยำสูง
หุ่นยนต์ (คาดการณ์ยอดใช้งาน 48 ล้านเครื่อง): จะทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อมประสาน” สำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มหุ่นยนต์บริการ (Service Robots) และหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรม (Industrial Robots) ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
รถยนต์ไร้คนขับ (คาดการณ์ยอดใช้งาน 38 ล้านคัน): แม้จะมีปริมาณน้อยกว่า แต่จะเป็นแกนหลักในการสร้าง “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ที่สูงที่สุดในระยะยาว เนื่องจากเปลี่ยนโฉมระบบขนส่งมวลชนและระบบโลจิสติกส์ระดับโลกขนานใหญ่
“หุ่นยนต์มนุษย์” (Humanoid) : จุดเร่งเกมระยะยาวที่จะพลิกโฉมโลก
สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในรายงานฉบับนี้คือ การก้าวขึ้นมาของ “หุ่นยนต์มนุษย์” (Humanoid Robots) ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีสรีระและการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ ข้อได้เปรียบสำคัญคือพวกมันสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมและใช้เครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อมนุษย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงสถานที่
บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla (กับโปรเจกต์ Optimus) รวมถึงสตาร์ทอัพชั้นนำ กำลังทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ ทิศทางนี้สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคต หุ่นยนต์จะไม่ใช่แค่เครื่องจักรที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่จะกลายเป็น “แพลตฟอร์มอเนกประสงค์” (Robot-as-a-Platform) ที่สามารถเรียนรู้งานใหม่ๆ ได้ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ ซึ่งจะกลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบเศรษฐกิจและแรงงานระดับโลก
สงครามเซมิคอนดักเตอร์: ชิปและแพลตฟอร์มคือ “สมอง” ชี้ขาดชัยชนะ
เมื่อเครื่องจักรต้องประมวลผลข้อมูลมหาศาลแบบเรียลไทม์ ความต้องการ “ชิปประมวลผลขั้นสูง” จึงพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ทำให้บริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นผู้กุมชะตาของอุตสาหกรรมนี้
NVIDIA: เดินหมากรุกฆาตด้วยการสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับฝึกฝน AI ขนาดใหญ่ ไปจนถึงการประมวลผลที่ปลายทาง (Edge) ผ่านแพลตฟอร์มเฉพาะทางสำหรับหุ่นยนต์
Qualcomm: เลือกสมรภูมิที่ตนเองถนัด โดยมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาชิป AI ประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน สำหรับฝังตัวอยู่ในอุปกรณ์ปลายทาง (On-device AI) เพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานได้อย่างชาญฉลาดแม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต
ผู้ชนะในอนาคตต้องครอง “ระบบนิเวศ” แบบเบ็ดเสร็จ
ท้ายที่สุด Counterpoint Research ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า การแข่งขันในยุค Physical AI จะไม่สามารถเอาชนะกันได้ด้วยการมีฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ที่เก่งเพียงอย่างเดียว แต่สงครามครั้งนี้วัดกันที่ความครอบคลุมของ “ระบบนิเวศ (Ecosystem)” บริษัทที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำและกำหนดทิศทางตลาดในระยะถัดไป คือบริษัทที่สามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดเข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ผู้ผลิตชิป โครงข่ายการสื่อสารความเร็วสูง ผู้พัฒนาโมเดล AI ไปจนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม คลื่นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์เทคโนโลยีชั่วคราว แต่กำลังทำให้ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปตลอดกาล
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






