การลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาโดยนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการประกาศจุดยืนชัดเจนของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ พร้อมเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อฝ่ายกัมพูชา สถานการณ์ชายแดนปัจจุบันส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจไทย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการตอบโต้ครบวงจร

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 พล.อ. นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย คุณรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และภัยคุกคามแบบใหม่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ผ่านรายการ “ถกไม่เถียง” ทางช่อง 7HD กด 35 ดำเนินรายการโดย ทิน โชคกมลกิจ
โดย พล.อ. นิพัทธ์ ทองเล็ก ให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าการปรากฏตัวของผู้นำประเทศในภูมิประเทศสำคัญถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลไทยต่อการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง การขึ้นไปยังพื้นที่ดังกล่าวส่งสัญญาณไปยังฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน และเป็นการแสดงเอกภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพ ภาคประชาชน และฝ่ายปกครอง
พล.อ. นิพัทธ์ชี้ว่า กำลังทหารที่ขึ้นไปประจำชายแดนทั้งหมดรอบประเทศนั้นอยู่ในแผนป้องกันประเทศอย่างชัดเจน รวมทั้งกองกำลังสุรนารี กองกำลังบูรพา และกองกำลังชายแดนภาคใต้ การส่งกำลังทหารขึ้นไปนับหมื่นนายถือเป็นการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า โดยครอบคลุมทุกภารกิจเพื่อป้องกันประเทศ ทั้งนี้ การปรากฏตัวของนายกรัฐมนตรีในพื้นที่ยังเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่าการตอบสนองต่อเหตุการณ์ชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ กองทัพมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามแผนป้องกันประเทศ และประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่ามีความชัดเจนในเรื่องการดูแลและปกป้องอธิปไตยของชาติ
ด้าน รังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการความมั่นคง ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีถือเป็นการแสดงจุดยืนและความจริงจังของรัฐบาลต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับเน้นย้ำถึงความสำคัญของเอกภาพในการทำงานของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนงานของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งต้องเตรียมการทั้งการประเมินสถานการณ์ การเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด และการทำความเข้าใจธรรมชาติของภัยคุกคามที่เกิดขึ้น

โรม ชี้ว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญในปัจจุบันเป็นรูปแบบของสงครามลูกผสมหรือ Hybrid Warfare ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะการใช้กำลังทหาร แต่รวมถึงการโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์ การใช้สแกมเมอร์ และการพยายามแทรกแซงด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ การโจมตีในรูปแบบนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงภายในประเทศ เช่น การฟอกเงิน การซื้อกิจการของคนไทย รวมถึงปัญหาการค้ามนุษย์และความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเมินไม่ต่ำกว่า 1.15 แสนล้านบาทภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา
ประธานกรรมาธิการความมั่นคงเน้นว่า การรับมือกับภัยคุกคามในลักษณะนี้ไม่สามารถพึ่งพาเฉพาะมาตรการทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือและการประสานงานอย่างเข้มข้นของหน่วยงานรัฐทั้งหมด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ทั้งนี้ การแสดงจุดยืนของนายกรัฐมนตรีบนแนวชายแดนไม่เพียงเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อฝ่ายกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังเป็นการเน้นย้ำว่าขอบเขตการป้องกันประเทศในกรณีเกิดความขัดแย้งจะจำกัดเฉพาะแนวชายแดน ขณะที่ภัยรูปแบบใหม่ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ จะส่งผลกระทบทั้งประเทศและต้องมีมาตรการรับมืออย่างครบวงจร
พล.อ. นิพัทธ์ เสริมว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีหลายมิติ ไม่ใช่เพียงการใช้กำลังทหาร เช่น รถถัง ปืนใหญ่ เครื่องบิน หรือจรวด แต่ยังรวมถึงมิติทางเศรษฐกิจ สงครามข่าวสาร และการดำเนินงานในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดรวมเป็นภัยคุกคามเชิงองค์รวมหรือที่เรียกว่า Hybrid Warfare ในอดีต ภัยคุกคามชายแดนส่วนใหญ่เป็นเรื่องการใช้กำลังทหารเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ แต่ปัจจุบัน ภัยคุกคามมีลักษณะซับซ้อนและต้องต่อสู้ในหลายมิติ ทำให้สภาความมั่นคงแห่งชาติประกอบด้วยตัวแทนหลายกระทรวง รวมถึงกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้การรับมือครอบคลุมทุกด้าน
เหตุการณ์ล่าสุดที่ทหารได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายคู่เจรจาไม่เคารพข้อตกลงที่มีอยู่ การละเมิดข้อตกลงดังกล่าวสร้างความจำเป็นให้รัฐบาลต้องดำเนินมาตรการตอบโต้พร้อมกันทั้งในแง่ยุทธศาสตร์และการป้องกันตัวเอง พล.อ. นิพัทธ์ ย้ำถึงความสำคัญของเอกภาพในการปฏิบัติการของกองทัพและหน่วยงานรัฐทั้งหมด การป้องกันตนเองถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทหารทุกคนต้องเข้าใจ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการวางทุ่นระเบิด ซึ่งถือเป็นการพยายามสังหารโดยตรง
กองทัพไทยยังคงอยู่ในแผนปฏิบัติการป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งกองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดขอบเขตเล็กหรือการใช้อาวุธหนักขนาดใหญ่ การรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของชีวิตประชาชนถือเป็นสิ่งที่ต้องตอบโต้ทันทีโดยไม่รอเวลา

พล.อ. นิพัทธ์ยังชี้ให้เห็นว่าการวางทุ่นระเบิดไม่ได้เกิดเพียงจุดเดียว แต่เป็นการวางแบบกลุ่ม (cluster) เพื่อทำลายและสังหารบุคคล พร้อมคำนึงถึงการช่วยเหลือและทิศทางที่ผู้บาดเจ็บจะถูกนำเข้ามา นี่สะท้อนถึงความตั้งใจในการก่ออาชญากรรมและเป็นเหตุผลที่ไทยต้องเตรียมมาตรการตอบโต้และป้องกันอย่างครบวงจร ทั้งในมิติการทหาร เศรษฐกิจ และข้อมูลข่าวสาร
โรม เสริมว่า ความพร้อมของรัฐบาลในการรับมือกับผลกระทบจากการวางทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งที่ชัดเจน แต่ประเด็นสำคัญที่ยังเป็นช่องว่างคือความสามารถในการรับมือกับภัยจากสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจและเสถียรภาพภายในประเทศ
โรม ชี้ว่า แม้รัฐบาลจะประกาศว่าสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ แต่การปฏิบัติในเชิงรูปธรรมยังมีน้อย ทั้งที่สแกมเมอร์เหล่านี้มีเครือข่ายเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในกัมพูชา และบางรายเกี่ยวข้องกับธุรกิจฟอกเงินที่มีมูลค่าสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท ผ่านบริษัท Huione Group ซึ่งเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ เน้นว่าการต่อสู้กับภัยคุกคามประเภทนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการใช้กำลังทหารตามแนวชายแดน แต่เป็นสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ที่รวมทั้งมิติเศรษฐกิจ ข้อมูลข่าวสาร และความมั่นคง การละเลยการปราบปรามสแกมเมอร์อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง แม้การตอบโต้ชายแดนจะสำเร็จ
โรม ยังเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจของกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้ภัยทางเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไปในระหว่างการเจรจาสันติภาพ ยังย้ำว่า การต่อสู้ในยุคปัจจุบันต้องใช้ทั้งสมองและยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการตอบโต้ด้วยกำลังอาวุธเท่านั้น หากไม่ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อจัดการกับสแกมเมอร์และท่อน้ำเลี้ยงเศรษฐกิจเหล่านี้ ประเทศไทยจะไม่สามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงได้อย่างเต็มที่

ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าการปกป้องอธิปไตยของชาติและการรักษาความมั่นคงไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงการใช้กำลังทหารเท่านั้น แต่ต้องมีการวางแผนรับมือภัยคุกคามหลายมิติควบคู่กัน รวมถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเผชิญกับความท้าทายทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามยุคใหม่เป็นรูปแบบสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ทำให้การรักษาความมั่นคงของชาติจำเป็นต้องใช้มาตรการครบวงจรและความร่วมมือของทุกฝ่าย เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน และเสถียรภาพของประเทศอย่างยั่งยืน
ติดตาม รายการ “ถกไม่เถียง” ดำเนินรายการโดย “ทิน โชคกมลกิจ” ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 17.20-18.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35
ชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/rjH5XEG1x7M?si=PWBWB2gHUQbJ9_I_






