แม่ผัว ออกมาร้องสื่อ หลังว่าที่ลูกสะใภ้มีพฤติกรรมสุดแสบ แอบสับเปลี่ยนทองปลอม กับทองของจริงหนักราว 3 บาท พร้อมขโมยผ้าไหมหมดตู้ แค่นั้นไม่พอ ยังแอบไปกดเงินออกหลักแสน จนเกลี้ยงบัญชี !
วันที่ 22 มี.ค. 66 นันทิยา อภัยพงษ์ (บูรณ์) แม่ผัว เล่าว่า ตนถูกลูกสะใภ้สับเปลี่ยนนำทองปลอม มาแทนทองจริงของตน โดยมีน้ำหนักกว่า 3 บาท อีกทั้งยังยกเค้าผ้าไหมของตนไปกว่า 20 ผืน ทำให้ตนนำสมุดบัญชีไปตรวจเช็ก โดยตนมีบัญชีเงินเก็บของลูกชายคนกลาง ที่จะได้เงินของผู้ป่วยจิตเวชเดือนละ 800 บาท ตนเก็บมาได้ประมาณ 10,000 บาท พอไปปรับสมุดบัญชีก็พบว่าไม่เหลือสักบาท ขณะเดียวกัน บัญชีของตนที่เป็นเงินจำนำข้าวมีเงินประมาณแสนกว่าบาท ก็ถูกเอาไปเหลือเพียง 97.69 บาท เมื่อทราบเรื่องตนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน
ทั้งนี้ ลูกสะใภ้เข้ามาอยู่กับลูกชายคนโตของตน ภายในบ้าน โดยรู้จักกันลูกชายผ่านทางเฟซบุ๊ก จากนั้นลูกสะใภ้ได้ซื้อตู้มาให้ตนเอาไว้สำหรับเก็บของมีค่า โดยบอกว่ากุญแจของตู้นี้มีเพียงดอกเดียว จึงให้ตนไว้ ตอนนั้นตนก็ไม่ได้เอะใจอะไร ก็เก็บของมีค่าไว้หมด ทั้งผ้าไหม สร้อยทอง กระเป๋า ต่าง ๆ
.jpg)
ตอนแรกตนก็ยังไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนทำ ไปถามลูกสะใภ้ก็บอกว่าลูกชายคนโตของตนเป็นทำ เอาเงินไปเสพยา แต่ทางลูกชายก็ปฏิเสธ พร้อมน้อยใจตนที่เชื่อคนอื่นมากกว่าลูก อีกทั้งยังบอกว่าหากเขาเป็นคนทำเขาคงทำไปนานแล้ว แต่ผ่านมากว่า 30 ปี ที่บ้านไม่เคยมีของหายเลย กระทั่งตนได้ให้ธนาคารตรวจสอบภาพวงจรปิด ก็ได้พบว่า ลูกสะใภ้เป็นคนกดเงินออกจากบัญชีตน ช่วงเวลาที่เขากดมีความสอดคล้องกับช่วงที่เงินในบัญชีถูกถอนไป โดยถอนออกไปทุกวันตั้งแต่ 13-21 ส.ค. 65 ขณะเดียวกันตนคิดว่าที่เขารู้รหัสบัตรเอทีเอ็มของตนเพราะว่า ตนเคยเผลอพูดหลุดปากว่ารหัสของตนคือปีเกิด เขาก็คงไปดูจากบัตรประชาชนตนอีกทีหนึ่ง อย่างไรก็ตามตนอยากได้ของทุกอย่างของตนคืนมาก
ทั้งนี้ ทีมงานของได้มีโอกาสพูดคุยกับนายติ๊กลูกชายคนโต นายติ๊กได้บอกกับทีมงานว่า ตนเองก็คิดว่า ทรัพย์สินของแม่ที่หายไปเป็นฝีมือของภรรยาของตนเองเช่นกัน ส่วนตนร่วมมือกับภรรยาหรือไม่นั้น ตนขอยืนยันว่า ตนไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ และตอนนี้ตนก็ยังอยู่กินกับภรรยา เพราะยังรักเค้าอยู่ แต่ก็รักแม่เหมือนกัน
ด้าน รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม กล่าวว่า เรื่องของทองที่หายไป เข้าข่ายลักทรัพย์ แต่ว่าต้องหาของกลางให้เจอว่าเขาเอาไปขายที่ไหน หากไม่เจอก็เอาผิดได้ยาก แต่ที่สำคัญการที่เขาเอาบัตรเอทีเอ็มของคุณแม่ไปใช้ โดยคุณแม่ไม่ได้ยินยอม มีโทษจำคุก 5 ปี อีกทั้งการที่เขาถอนออกหลายครั้ง ความผิดมันต่างกรรมต่างวาระกัน ถอนออกมากี่ครั้งก็เพิ่มความผิดขึ้นไปอีก ดังนั้นแนะนำให้คุณแม่รีบไปแจ้งความ ยิ่งนานหลักฐานจะยิ่งหายไป ทว่าหากตำรวจตรวจสอบแล้วพบว่าลูกชายเป็นคนขโมยไป หากเป็นการขโมยของกันในครอบครัว สามารถยอมความได้
ติดตาม รายการข่าวเย็นประเด็นร้อน ช่วง "ถกไม่เถียง" ดำเนินรายการโดย “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 17.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35
ชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/v7Ag9QDqHCM






