“เอกนิติ” ชง : ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปีที่เปิดเผยโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้สร้างความประหลาดใจเชิงบวกให้กับตลาด ด้วยการขยายตัวที่ระดับ 2.8% ซึ่งถือว่าสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางตัวเลขที่สวยหรู รัฐบาลยังคงต้องเตรียมรับมือกับ “คลื่นใต้น้ำ” จากวิกฤตพลังงานและปัญหาปากท้องที่กำลังก่อตัวขึ้น
เครื่องยนต์ “การลงทุน” กลับมาติดเครื่อง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ให้เห็นว่า ฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้จีดีพีไตรมาสแรกโดดเด่น คือ “การลงทุนภาคเอกชน” ที่ทะยานขึ้นถึง 10.1% นับเป็นการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ความสำเร็จนี้เป็นผลสัมฤทธิ์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Big Win) และการปลดล็อกข้อจำกัดผ่าน BOI Fast Pass
โมเมนตัมเชิงบวกนี้ไม่เพียงแต่ดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ แต่ยังทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s ปรับมุมมองต่อประเทศไทยในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่ภาคการส่งออกก็ได้รับอานิสงส์จากการเร่งระบายสินค้าก่อนสหรัฐฯ จะบังคับใช้มาตรการ 301 ในช่วงปลายปี
ภาพสะท้อนจาก “กระจกหลัง” สู่ความท้าทายเบื้องหน้า
แม้อดีตจะดูดี แต่นายเอกนิติประเมินว่าตัวเลขไตรมาสแรกเป็นเพียง “ภาพจากกระจกหลัง” เพราะผลกระทบจากสงครามที่ปะทุขึ้นในเดือนมีนาคมยังไม่ได้สะท้อนออกมาอย่างเต็มที่ เนื่องจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาล วิกฤตครั้งนี้ต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 เพราะนี่คือ “วิกฤตปากท้อง” ที่สะท้อนความรุนแรงผ่านเงินเฟ้อและภาระค่าครองชีพ
“ไทยช่วยไทยพลัส” อาวุธกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลเตรียมชง ครม. อนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยดึงเม็ดเงิน 2 แสนล้านบาท จาก พ.ร.ก. กู้เงิน มาใช้ขับเคลื่อนผ่านโมเดล “ร่วมจ่าย” (Co-pay) โดยรัฐบาลออกให้ 60% และประชาชนสมทบ 40%
จุดแข็งของโครงการนี้คือความสามารถในการกระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่น จากสถิติชี้ว่ายอดการจับจ่ายจะลงลึกไปถึงระดับฐานรากทั่วประเทศถึง 85% และกระจุกตัวในเมืองหลวงเพียง 15% ซึ่งจะช่วยต่อลมหายใจให้กับกลุ่ม SME และร้านค้ารายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปรับโครงสร้างระยะยาว: เลิกพึ่งพา-สร้างภูมิคุ้มกัน
นอกจากการเยียวยาเฉพาะหน้า รัฐบาลยังเล็งใช้เม็ดเงินเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวด้วยการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ได้แก่
– ผลักดันรถบรรทุกหัวลากขนส่งให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า
– สนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 (ผสมปาล์มน้ำมันในประเทศ)
– ไฟเขียวเหมืองแร่โปแตช เพื่อผลิตวัตถุดิบทำปุ๋ยใช้เอง ควบคู่กับมาตรการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ช่วยเกษตรกร
มาตรการเหล่านี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันถาวร เพื่อลดภาระของรัฐบาลที่ต้องนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันและนำเข้าปัจจัยการผลิตราคาแพง
สัญญาณเตือน: วิกฤตซ้อนวิกฤต และ Cost-push Inflation
ด้าน นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ได้กล่าวเสริมถึงมรสุมเศรษฐกิจระลอกถัดไปว่า วิกฤตพลังงานโลกจะยืดเยื้อต่อไปอีก 1-2 ปี ซึ่งสัญญาณอันตรายได้เริ่มปรากฏผ่านเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย. ที่พุ่งถึง 2.9%
สิ่งที่น่ากังวลคือ วิกฤตเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนสูงขึ้น (Cost-push inflation) ทำให้ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เป็นบวก ในขณะที่ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนและยอมถูกบีบกำไรไว้ หากวันหนึ่งภาคธุรกิจรับไม่ไหวและผลักภาระนี้สู่ผู้บริโภค จะทำให้เกิดภาวะที่ต้นทุนพุ่งแต่กำลังซื้อหดหาย ซึ่งอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานในที่สุด การเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหานี้จึงอาจเป็นการจ่ายยาผิดขวดและซ้ำเติมให้เศรษฐกิจทรุดหนักลงไปอีก
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






