ส.อ.ท. กางโรดแมป 5 ข้อ : นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยส่งสัญญาณตรงถึงรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย เรียกร้องให้เร่งเครื่อง “ปฏิรูปอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย” อย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากการทำธุรกิจแบบกระจัดกระจายต่างคนต่างทำ ไปสู่ “การพัฒนาเชิงระบบ (Ecosystem-based Development)” อย่างแท้จริง
อุตสาหกรรมสมุนไพรไม่ใช่แค่เรื่องของภูมิปัญญาชาวบ้านอีกต่อไป แต่คือ “เส้นเลือดใหญ่” ทางเศรษฐกิจที่มีผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รวมกันไม่ต่ำกว่า 7-8 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำคือ เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรกว่า 1.5-2 ล้านครัวเรือน, กลางน้ำคือ ผู้ผลิตและโรงงานสกัดอีกกว่า 10,000-15,000 ราย ไปจนถึงปลายน้ำอย่างผู้จัดจำหน่าย เจ้าของแบรนด์ และร้านสปาอีกกว่า 300,000-500,000 ราย ซึ่งหากรัฐบาลสามารถปลดล็อกข้อจำกัดได้ จะสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับประเทศ
เจาะลึก 5 ข้อยกระดับสมุนไพรไทยสู่เวทีโลก
ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน 5 ประการ เพื่อเป็นแผนที่นำทาง (Roadmap) ให้กับรัฐบาลใหม่ ดังนี้
1. อัดฉีดงบประมาณ R&D สร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิทยาศาสตร์
ข้อจำกัดเดิมของสมุนไพรไทยคือการขาดข้อมูลอ้างอิง รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างจริงจัง เพื่อสกัดสารสำคัญ (Active Ingredients) และทำการทดสอบทางคลินิก ให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยมี “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์” รองรับอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยลบภาพลักษณ์ความเชื่อแบบเดิมๆ และเพิ่มความน่าเชื่อถือในตลาดสากลที่ต้องการมาตรฐานสูง
2. ยกระดับมาตรฐานการผลิต และทลายคอขวดเรื่องสารปนเปื้อน
การจะส่งออกไปตลาดโลกได้ โรงงานผู้ผลิตต้องได้มาตรฐานสากล เช่น GMP / PIC/S รัฐบาลต้องเร่งสนับสนุนให้ SME เข้าถึงการรับรองเหล่านี้ นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ของการส่งออกพืชผลการเกษตรคือ “จุลินทรีย์และสารปนเปื้อน” รัฐจึงต้องขยายจำนวน “ศูนย์ฉายรังสี” ให้เพียงพอและครอบคลุมในหลายภูมิภาค เพื่อกำจัดเชื้อโรคในวัตถุดิบสมุนไพรให้ผ่านเกณฑ์ที่เข้มงวดของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา
3. ขยายช่องทางจัดจำหน่ายแห่งอนาคต (Future Retail)
ต้องนำเทคโนโลยีมาปรับรูปแบบการขายให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว โดยสนับสนุนระบบ Tele-pharmacy เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถปรึกษาเภสัชกรแพทย์แผนไทยออนไลน์ได้ตลอดเวลา รวมถึงการตั้ง “ตู้จำหน่ายยาสมุนไพรอัตโนมัติ” (Vending Machine) แบบ One Stop Service ตามจุดยุทธศาสตร์ เช่น สนามบิน สถานีรถไฟฟ้า และห้างสรรพสินค้า เพื่อความสะดวกในการเข้าถึง
4. รีแบรนด์สู่ “Luxury Wellness” เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง
ถึงเวลาลบภาพจำ “ยาหม้อโบราณ” หรือสินค้าโอทอปราคาถูก และยกระดับแพ็กเกจจิ้ง การเล่าเรื่อง (Storytelling) และคุณภาพ ให้สมุนไพรไทยกลายเป็น สินค้าพรีเมียมระดับโลก (Luxury Wellness) เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคระดับบน (High-end) และนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลกที่พร้อมจ่ายแพงเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและสกินแคร์ที่มาจากธรรมชาติ
5. ผนึกกำลังสร้างโปรดักส์เฉพาะกลุ่ม (Niche & Co-branding)
ดึงจุดแข็งของการเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub)” ของไทยมาใช้ประโยชน์ โดยส่งเสริมให้นโยบายโรงพยาบาลชั้นนำที่เน้น Medical Tourism จับมือกับภาคอุตสาหกรรมผลิตสมุนไพรและแบรนด์สปาของไทย เพื่อวิจัยและออกผลิตภัณฑ์เฉพาะทางร่วมกัน (Co-creation) เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลังทำศัลยกรรม เซรั่มสมุนไพรชะลอวัยสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้อีกหลายเท่าตัว
ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลใหม่รับลูกและขับเคลื่อน 5 แนวทางนี้อย่างเป็นรูปธรรม จะไม่เป็นเพียงการชุบชีวิตแรงงาน 8 ล้านคนในระบบเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยน “ภูมิปัญญาพื้นบ้าน” ให้กลายเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์และสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาลและยั่งยืน
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






