AI ดันไทยขึ้นห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก แต่โจทย์ใหญ่คือการสร้างมูลค่าเพิ่ม

/
/
/
AI ดันไทยขึ้นห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก แต่โจทย์ใหญ่คือการสร้างมูลค่าเพิ่ม

AI ดันไทยขึ้นห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก: ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่เผชิญแรงกดดันจากสงครามและราคาพลังงาน ประเทศไทยได้สร้างความประหลาดใจด้วยการก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 

ระบุในรายงานว่า ไทยก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกสุทธิหลักด้านฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย 

ซึ่งการเข้าไปอยู่ในตำแหน่งสำคัญนี้ ทำให้ IMF ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2026 ขึ้นอีก 0.4% เป็น 1.9% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สูงขึ้น และมาตรการทางการคลังของรัฐ

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวบลูมเบิร์กยังระบุว่า ตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้ดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยดัชนีปรับตัวขึ้นกว่า 20% แซงหน้าสิงคโปร์และเวียดนาม แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ซึ่งราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 80% จนกลายเป็นบริษัทไทยรายแรกที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และใหญ่กว่าหุ้นไทยอันดับ 2-5 รวมกัน 

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นตลาด AI โดยตรง แต่ความเชื่อมโยงกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ก็สามารถดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนได้อย่างล้นหลาม

อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์กตั้งข้อสังเกตว่าไทยยังห่างไกลจากการเป็นตลาดเทคโนโลยีอย่างเต็มตัวเมื่อเทียบกับเกาหลีใต้หรือไต้หวัน ที่มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งเป็นฟันเฟืองหลัก ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่ประเมินว่า ปัจจุบันไทยเป็นเพียง “ผู้ชนะในระยะเริ่มต้น” หรืออยู่ในช่วงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (CAPEX) เท่านั้น 

สถานะของอุตสาหกรรมไทยยังคงจัดอยู่ในกลุ่มที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ (Low Value) เช่น การเป็นผู้ผลิตสายไฟหรือระบบไฟพื้นฐาน อีกทั้งบริษัทที่โดดเด่นในห่วงโซ่นี้ส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาเพื่อกระจายความเสี่ยงจากสงครามการค้า มากกว่าจะเป็นความสำเร็จของบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติไทยเอง

นอกจากนี้ TDRI ยังได้เตือนถึง 3 ความเสี่ยงหลัก ที่อาจทำให้โอกาสทองครั้งนี้กลายเป็นเพียง “ต้นทุนจม” (Sunk Cost)ได้แก่:

1. การจ้างงานระยะยาวที่อยู่ในระดับต่ำ: เนื่องจากเมื่อโครงสร้างพื้นฐานหรือดาต้าเซ็นเตอร์สร้างเสร็จ จะมีการจ้างงานจริงค่อนข้างน้อยและมักพึ่งพาซอฟต์แวร์รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติเป็นหลัก

2. วิกฤตด้านทรัพยากร: ดาต้าเซ็นเตอร์มีความต้องการใช้น้ำและพลังงานไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรในประเทศระยะยาว

3. ความเสี่ยงต่อดุลการค้าและการประยุกต์ใช้จริง: การนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงอาจทำให้ไทยขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น และหากรัฐบาลไม่สามารถสนับสนุนให้ภาคธุรกิจนำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างแท้จริง นโยบายต่างๆ ก็จะไม่ตอบโจทย์การพัฒนา

บทสรุปของสถานการณ์นี้จึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามจากการเป็นเพียง “ทางผ่าน” ของทุนข้ามชาติ ไปสู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างธุรกิจแห่งอนาคตระยะยาวได้หรือไม่ เพื่อก้าวเป็นผู้เล่นตัวจริงในสมรภูมิเทคโนโลยีโลกอย่างยั่งยืน

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง” 
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์  เวลา 08.15 – 08.25 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital