วิกฤตฮอร์มุซ-ทะเลแดง: สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นปี 2569 กำลังกลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ซัดเข้าหาอุตสาหกรรมอาหารของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ความต้องการอาหารในตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้น แต่การส่งออกไทยกลับต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันเนื่องจากเส้นทางขนส่งหลักกลายเป็นอัมพาต โดยเฉพาะการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่าน และความเสี่ยงในทะเลแดงจากกลุ่มฮูตี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือหลักในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ กาตาร์ บาห์เรน และคูเวต
ผลกระทบจาก “สงครามอิหร่าน” ได้ส่งผ่านมายังห่วงโซ่ความมั่นคงทางอาหารโลกอย่างรวดเร็ว โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่าดัชนีราคาอาหารในเดือนมีนาคม 2569 พุ่งสูงขึ้น 2.4% จากเดือนก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนพลังงานและค่าระวางเรือที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน
สำหรับประเทศไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และสถาบันอาหาร ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกอาหารรวมในปี 2569 อาจลดลงเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท หรือติดลบ 7.3% โดยตลาดที่น่ากังวลที่สุดคือ ตะวันออกกลางที่คาดว่าจะติดลบหนักถึง 50.7% คิดเป็นมูลค่าการส่งออกที่หายไปมหาศาลเหลือเพียงประมาณ 29,468 ล้านบาท
ข้อมูลจากหอการค้าไทยชี้ให้เห็นว่า สัญญาณการหดตัวเริ่มปรากฏชัดตั้งแตช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ซึ่งมูลค่าการส่งออกอาหารไปตะวันออกกลางลดลงไปแล้ว 22.5% นอกจากการหยุดชะงักของเส้นทางหลักแล้ว ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับ ต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งสูง
โดยค่าระวางเรือรวมค่าความเสี่ยงภัยสงคราม (War risk surcharge) ในฝั่งอ่าวอาหรับขยับขึ้นไปอยู่ที่ 6,000-8,000 ดอลลาร์ต่อตู้ แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนไปใช้ท่าเรือทางเลือกในโอมานหรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ก็ต้องเจอกับปัญหาความแออัดและความล่าช้าในการขนถ่ายสินค้า
ในวิกฤตนี้ยังมีโอกาสสำหรับสินค้าจำเป็น เช่น ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ข้าว และทูน่ากระป๋อง เนื่องจากเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงและเก็บรักษาได้นาน
อย่างไรก็ตาม นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เน้นย้ำว่าโลกการค้ายุคใหม่ไม่ได้แข่งกันที่ราคาหรือคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่ “ความสามารถในการส่งมอบ” และความเร็วในการตัดสินใจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาด
แนวทางรับมือที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยคือการเร่งบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์และกระจายเส้นทางขนส่ง ในระยะกลางอาจต้องพิจารณา สร้างคลังสินค้าในตลาดปลายทาง เพื่อลดผลกระทบจากความล่าช้า
ส่วนในระยะยาว ไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างสินค้าไปสู่กลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และ ลดการพึ่งพาตลาดที่มีความเสี่ยงสูง โดยขยายฐานลูกค้าไปยังภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากกว่าเพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






