วิกฤตต้นทุนพุ่ง ! ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยที่ต้องรับมือกับภาวะ “ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในอนาคตอันใกล้
กรมการค้าภายในกางแผนคุมเข้มสินค้า 59 รายการ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ทางกรมฯ ได้ติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า ปัจจุบันมีการใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ได้แก่:
1. กลุ่ม Sensitive List (18 รายการ): เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช และเม็ดพลาสติก ซึ่งมีการติดตามราคาทุกวัน
2. กลุ่ม Priority Watch List (4 รายการ): เช่น อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
3. กลุ่ม Watch List (197 รายการ): เช่น สบู่ น้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน
นอกจากนี้ ยังมี สินค้าควบคุม 59 รายการ ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ซึ่งหากผู้ผลิตต้องการปรับราคา จะต้องขออนุญาตและผ่านการพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียดก่อน โดยในขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดขอยื่นปรับขึ้นราคา
เสียงสะท้อนจากผู้ผลิต: “แพ็กเกจจิง” คือความเสี่ยงใหม่ ทางด้านภาคเอกชน ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่ต่างแสดงความกังวลต่อต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากปิโตรเคมีอย่างเม็ดพลาสติกและฟิล์ม ที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์:
1. ค่าย “ไวไว”: ระบุว่าซัพพลายเออร์เริ่มไม่แจ้งราคาล่วงหน้า (No Quote) สำหรับเม็ดพลาสติกแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ากังวล อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นจนถึงสิ้นเดือนเมษายน บริษัทยังสามารถรับมือได้จากการเจรจาซื้อขายวัตถุดิบล่วงหน้า แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินเดือนพฤษภาคม อาจต้องทบทวนโครงสร้างต้นทุนอีกครั้ง
2. ค่าย “มาม่า”: นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนฟิล์มที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ขยับขึ้นถึง 30% นอกจากนี้ยังต้องจับตาราคาน้ำมันปาล์มและแป้งสาลี หากปัจจัยหลักเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน ผู้ผลิตอาจต้องขอหารือกับภาครัฐเพื่อกำหนดแนวทางราคาสินค้าใหม่
กลยุทธ์การปรับตัวและการแบกรับต้นทุน เพื่อประคองธุรกิจให้รอดพ้นวิกฤตโดยไม่กระทบผู้บริโภคในทันที ผู้ประกอบการได้เริ่มนำกลยุทธ์บริหารจัดการมาใช้ เช่น “ไวไว” ได้ประกาศหยุดผลิตสินค้าบางรายการ (SKU) ที่มียอดขายน้อยและกำไรต่ำ เช่น รสเจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในเชิงขนาด (Economies of Scale) ขณะที่ “มาม่า” ยืนยันว่าในฐานะสินค้าควบคุมมีหน้าที่ต้องอดทนแบกรับต้นทุนไปจนกว่าจะไม่สามารถทนได้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
แม้ในระยะสั้นราคาสินค้าส่วนใหญ่จะยังคงถูกตรึงไว้ตามคำขอของกระทรวงพาณิชย์ แต่ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ หากต้นทุนการผลิตยังคงพุ่งสูงเกินกว่าที่ผู้ประกอบการจะแบกรับได้ หลังเดือนพฤษภาคมนี้เราอาจเห็นการเจรจาระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อหาจุดสมดุลของราคาสินค้าตามกลไกตลาดอีกครั้ง
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






