ระวังกับดักหนี้ 75% : เทียบกู้สู้โควิด vs กู้สู้เศรษฐกิจยุคปัจจุบัน

/
/
/
ระวังกับดักหนี้ 75% : เทียบกู้สู้โควิด vs กู้สู้เศรษฐกิจยุคปัจจุบัน

ระวังกับดักหนี้ 75% : สถานการณ์หนี้สาธารณะของไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่จุดที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อตัวเลขหนี้พุ่งสูงแตะ 12.59 ล้านล้านบาท (66.09% ของ GDP) ในขณะที่รัฐบาลมีแผนเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและภัยแล้งซูเปอร์เอลนีโญ นำมาสู่คำถามสำคัญว่า การขยับเพดานหนี้ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตคนไทยอย่างไรบ้าง ?

ภาระที่มองไม่เห็นแต่จ่ายจริงทุกวัน

ตัวเลขหนี้มหาศาลนี้ไม่ได้อยู่แค่ในกระดาษ แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนผ่าน 3 กลไกหลัก

ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost): เงินภาษีทุกๆ 100 บาทที่เก็บได้ รัฐต้องนำไปจ่าย “ดอกเบี้ย” ถึง 10 บาท (ยังไม่รวมเงินต้น) ทำให้สูญเสียเม็ดเงินที่จะนำไปสร้างโรงพยาบาลหรือพัฒนาการศึกษา

หนี้ข้ามรุ่น (Intergenerational Debt): ปัจจุบันคนไทยมีภาระหนี้เฉลี่ย 190,844 บาท/คน ซึ่งเป็นภาระที่เด็กเกิดใหม่ต้องแบกรับตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก บีบให้รัฐจัดสวัสดิการได้น้อยลง และอาจต้องรีดเก็บภาษีทางอ้อม (เช่น VAT) เพิ่มขึ้น

เบียดบังเอกชน (Crowding Out Effect): เมื่อรัฐออกพันธบัตรกู้เงิน ธนาคารจะนำเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพราะความเสี่ยงต่ำ ทำให้เม็ดเงินที่จะปล่อยกู้ให้ SMEs และประชาชนลดลง ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้แพงขึ้น และอาจกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ

ระวังกับดักหนี้ 75% : รัฐบาลไทยกู้เงินจากใคร ?

แม้ตัวเลขจะสูง แต่โครงสร้างหนี้ของไทยยังมีความแข็งแกร่งในแง่ของความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk)

กู้ในประเทศ (99.26%): เป็นหนี้สกุลเงินบาท โดยกู้จากสถาบันการเงิน กบข. ประกันสังคม และประชาชน

กู้ต่างประเทศ (ไม่ถึง 1%): มูลค่าราว 9.2 หมื่นล้านบาท กู้จากองค์กรระหว่างประเทศ (JICA, World Bank, ADB) เพื่อนำเข้าเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และได้ดอกเบี้ยต่ำ

เปรียบเทียบการขยับเพดานหนี้: ยุคโควิด (2564) VS ยุควิกฤตซ้อน (2569)
การเตรียมขยับเพดานหนี้เป็น 75% ในปี 2569 ถูกมองว่ามีความเสี่ยงและแบกภาระหนักกว่ายุคโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญใน 4 ด้าน ดังนี:

วัตถุประสงค์ของการกู้เงิน

ปี 2564 (ขยับเพดานเป็น 70%): เป็นการกู้เพื่อ “ความอยู่รอด” เน้นเยียวยาประชาชนรายย่อยและประคองระบบสาธารณสุขจากโรคระบาด

ปี 2569 (เล็งขยับเพดานเป็น 75%): เป็นการกู้เพื่อ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” รับมือวิกฤตพลังงานโลก ภัยแล้งเอลนีโญ และกระตุ้นเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำมานาน

สัดส่วนและภาระหนี้สะสม

ปี 2564: หนี้สาธารณะพุ่งแตะ 10 ล้านล้านบาท (ขยับขึ้นเป็น 60% ของ GDP ในเวลาเพียง 2 ปี)

ปี 2569: ฐานหนี้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 12.59 ล้านล้านบาท (66.09% ของ GDP) ซึ่งถือเป็นการแบกภาระที่หนักกว่ายุคโควิดเกือบ 3 ล้านล้านบาท

พื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space)

ปี 2564: ช่องว่างยังกว้างพอให้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อีกหลายปีหากเศรษฐกิจฟื้นตัว

ปี 2569: ถูกมองว่าเป็น “กระสุนนัดสุดท้าย” หาก GDP ยังโตต่ำกว่า 2% ต่อปี หนี้จะพุ่งชนเพดาน 75% อย่างรวดเร็ว และแทบไม่เหลือพื้นที่ไว้รองรับวิกฤตใหม่ในอนาคต

สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

ปี 2564: ดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ ภาระการจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลจึงไม่สูงมากนัก

ปี 2569: ไทยตกอยู่ในสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นบวกกับสังคมสูงวัย ทำให้ภาระดอกเบี้ยที่รัฐต้องจ่ายพุ่งสูงขึ้นจนเริ่มเบียดบังงบประมาณพัฒนาส่วนอื่น ๆ

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง” 
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital