สศช. เตือน ! ค่ารักษาพุ่ง : นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ “เงินเฟ้อทางการแพทย์” (Medical Inflation) ที่กำลังเป็นปัญหาเร่งด่วน โดยในปี 2568 อัตราเงินเฟ้อด้านการแพทย์ของไทยพุ่งสูงถึง 10.8% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศที่อยู่เพียง 0.7% ถึงกว่า 15 เท่า และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่คาดการณ์ไว้ที่ 10.3% ในปี 2569 อีกด้วย
5 ปัจจัยที่ดันค่ารักษาพยาบาลให้แพงขึ้น
ปัจจัยแรกและใหญ่ที่สุดคือการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ มาใช้ ซึ่งบริษัทประกันระบุว่าเป็นตัวขับเคลื่อนต้นทุนถึง 74% ตามมาด้วยข้อจำกัดของโรงพยาบาลรัฐ ทั้งปัญหาความแออัด เตียงเต็ม และคิวรอนาน ที่บีบให้ผู้มีกำลังซื้อต้องหันพึ่งโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
นอกจากนี้ การแข่งขันลงทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ราคาแพงของโรงพยาบาลเอกชนก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญ เนื่องจากต้องกระตุ้นให้เกิดการใช้งานเพื่อความคุ้มทุน จนส่งผ่านภาระมายังค่ารักษาและเบี้ยประกัน ซึ่ง 92% ของโรงพยาบาลเอกชนอยู่ในสภาวะนี้ ขณะที่สงครามแย่งชิงบุคลากรทางการแพทย์ก็ทำให้หมวดค่าจ้างพุ่งขึ้นจนคิดเป็น 45% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และปัจจัยสุดท้ายคือการเบิกเคลมเกินความจำเป็น ซึ่งแม้จะเกิดจากผู้เอาประกันเพียง 5% แต่กลับคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 28% ของยอดเคลมทั้งหมด
แนวทางรับมือ ลดภาระประชาชนระยะยาว
สศช. เตือน !: สศช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอแนวทางรับมือหลายด้าน โดยในระดับนโยบาย ภาครัฐควรมีกลไกกำกับดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชน พร้อมกำหนดให้เปิดเผยโครงสร้างต้นทุนและมีราคาอ้างอิงกลางเพื่อให้ประชาชนเปรียบเทียบได้ ควบคู่กับการนำ AI มาช่วยบริหารระบบหลังบ้าน เช่น การนัดหมายและการเคลมประกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
ด้าน คปภ. ได้เริ่มนำเกณฑ์ร่วมจ่าย (Co-payment) มาบังคับใช้แล้วเพื่อลดพฤติกรรมการใช้บริการเกินความจำเป็น ขณะเดียวกัน ในระดับผู้ป่วย สศช. ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรักษา ด้วยการสอบถามทางเลือกและผลดี-ผลเสียก่อนรับการตรวจหรือรักษาทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการที่ไม่จำเป็นและลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






