วิกฤติซ้อนวิกฤติ: อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 40 ปี โดยมีชนวนเหตุสำคัญมาจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์นี้ถือเป็นจุดเปราะบางอย่างยิ่ง
เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้า “แนฟทา” (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำคัญจากตะวันออกกลางผ่านเส้นทางนี้สูงถึง 60-70% เมื่อเส้นทางขนส่งหลักถูกตัดขาด จึงเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ผลกระทบที่ตามมาทันทีคือ “พายุต้นทุน” ที่โถมเข้าใส่ผู้ผลิต โดยต้นทุนการผลิตโดยรวมพุ่งสูงขึ้นถึง 30-50% ซึ่งเป็นผลมาจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าประกันภัยความเสี่ยง และค่าระวางเรือที่พุ่งแรง
โดยบางกรณีมีต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว วิกฤตินี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้ผลิตต้นน้ำ แต่กำลังจะกลายเป็น “สึนามิราคา” ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการปลายน้ำและผู้บริโภคในช่วงเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป
ในด้านการผลิต ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวด้วยการลดกำลังการผลิตลงเฉลี่ย 25-30% เพื่อรักษาความต่อเนื่องของเครื่องจักรและบริหารจัดการวัตถุดิบที่มีจำกัด ส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัวในเม็ดพลาสติกบางประเภท โดยเฉพาะ เม็ดพลาสติก PP ที่ใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร ขณะที่เม็ดพลาสติก PE ยังคงพอประคองสถานการณ์และส่งมอบให้ลูกค้าในประเทศได้ตามแผน
เพื่อฝ่าวิกฤติครั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ชูแนวคิด “Domestic First” เป็นกลยุทธ์หลัก โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรเม็ดพลาสติกให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศเป็นอันดับแรก เพื่อรักษาสถาพคล่องของห่วงโซ่อุปทานและป้องกันการขาดแคลน พร้อมทั้งเร่งหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกใหม่ ๆ แม้จะมีต้นทุนที่สูงกว่าเดิม เพื่อประคองการผลิตให้ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม
สำหรับทางออกในระยะยาว วิกฤติครั้งนี้เป็นตัวเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับโครงสร้างขนานใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาสินค้ามูลค่าสูง (HVA) และพลาสติกสีเขียว
ที่สำคัญที่สุดคือการผลักดัน เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง (Advanced Recycling) เพื่อเปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลับมาเป็นวัตถุดิบแนฟทาอีกครั้ง
ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างความมั่นคงให้แก่ซัพพลายเชนของประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน แม้การฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนหลังสถานการณ์คลี่คลาย แต่การปรับ Mindset และเพิ่มความยืดหยุ่นจะเป็นหัวใจสำคัญในการอยู่รอดของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






