คำว่า “เด็กติดเกม” มักสร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองหลายท่าน เพราะภาพจำของคำนี้มักผูกติดอยู่กับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ การเสียการเรียน หรือการแยกตัวออกจากสังคม
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหรียญย่อมมีสองด้าน หากเราทำความเข้าใจพฤติกรรมของเด็กอย่างลึกซึ้ง เราอาจพบหนทางที่จะเปลี่ยน “ความหลงใหล” ในหน้าจอ ให้กลายเป็น “ทักษะวิชาชีพ” ที่มีมูลค่ามหาศาลได้
ทำไมเด็กถึงติดเกม ?
นอกจากนี้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องการการยอมรับ การที่เพื่อนในกลุ่มเล่นเกมแต่ตนเองไม่ได้เล่น อาจทำให้เด็กรู้สึกแปลกแยกเหมือนเป็นแกะดำ เกมจึงกลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” และเป็นสังคมที่เขาสามารถควบคุมได้ มีบทบาท และมีตัวตนในโลกใบนั้น
จุดเปลี่ยนจาก “ผู้เล่น” สู่ “ผู้สร้าง”
เด็กที่เล่นเกมจนเชี่ยวชาญ มักจะเดินทางมาถึงจุดหนึ่งที่เกิดความสงสัยใคร่รู้ในกลไกของเกม เช่น “ทำไมตัวละครต้องกระโดดท่านี้ ?”, “ทำไมกติกาต้องเป็นแบบนี้ ?”, หรือ “ถ้าเปลี่ยนไอเทมนี้ เกมจะสนุกขึ้นไหม ?” คำถามเหล่านี้คือสัญญาณที่ดี เพราะมันสะท้อนว่าเด็กเริ่มมองเกมในมุมมองของ “ผู้ออกแบบ” ไม่ใช่แค่ผู้เสพความบันเทิงอีกต่อไป
ความสนใจนี้สามารถต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ทักษะการเขียนโปรแกรม (Coding) และการออกแบบเกม (Game Design) ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องใช้ทั้งตรรกะความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิทยาขั้นสูง เพื่อออกแบบระบบให้ท้าทายและดึงดูดผู้เล่นคนอื่น ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการสร้างอาชีพในอนาคต
พ่อแม่ควรรับมือและสนับสนุนอย่างไร ?
สำหรับผู้ปกครอง การจัดการกับลูกที่ชอบเล่นเกมแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักตามสถานการณ์
1. กรณีลูกติดเกมหนักจนเสียสมดุล หากเด็กเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่รับผิดชอบหน้าที่ หรือแยกตัวจากโลกภายนอก พ่อแม่ต้องใช้ความเข้าใจและ “วินัยเชิงบวก” ไม่ใช่การห้ามโดยเด็ดขาดแต่เป็นการดึงลูกออกมาทำกิจกรรมอื่นทดแทน
พ่อแม่ต้องเข้าใจพัฒนาการตามวัยของลูก โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่สังคมเพื่อนมีอิทธิพลสูง การพูดคุยด้วยเหตุผลและการหากิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวจะช่วยดึงเขากลับมาสู่โลกความเป็นจริงได้
2. กรณีลูกเริ่มสนใจอยากสร้างเกม หากลูกแสดงออกว่าอยากลองทำเกมของตัวเอง (เช่น ในแพลตฟอร์มอย่าง Roblox Studio) ผู้ปกครองควรสนับสนุนให้ทดลองเรียนรู้ แต่ก่อนที่จะส่งเสริมอย่างจริงจัง ควรประเมินความพร้อมของเด็กใน 4 ด้านสำคัญ ดังนี้
- ด้านร่างกาย: กล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรงพอที่จะพิมพ์ดีดหรือควบคุมเมาส์ได้คล่องแคล่วหรือไม่
- ด้านการคิดวิเคราะห์: มีระบบความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถวางแผนแก้ปัญหาตามวัยได้หรือไม่
- ด้านภาษา: สามารถสื่อสาร อธิบายสิ่งที่คิด หรือบอกเล่าปัญหาที่เจอได้เข้าใจหรือไม่
- ด้านการจัดการอารมณ์ (สำคัญที่สุด): การเขียนโค้ดต้องเจอกับปัญหา (Bug) อยู่เสมอ หากเด็กเจออุปสรรคแล้วร้องไห้ฟูมฟาย หรือเครียดจนเกินไป อาจแปลว่าวุฒิภาวะทางอารมณ์ยังไม่พร้อมรับแรงกดดันในรูปแบบนี้
อย่าลืม “สมดุล” ของชีวิต
สิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่ควรมองข้ามคือ “ความสมดุลระหว่างโลกหน้าจอกับโลกความจริง” แม้เด็กจะมีพรสวรรค์ด้านคอมพิวเตอร์ แต่การปล่อยให้นั่งอยู่หน้าจอตลอดเวลาจะส่งผลเสียระยะยาว เด็กที่ฉลาดแต่ขาดการเคลื่อนไหว ร่างกายจะตอบสนองไม่ทันความคิด
ดังนั้น การส่งเสริมให้เด็กออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เล่นกีฬา ว่ายน้ำ ต่อเลโก้ หรือวิ่งเล่น จะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อและสมองส่วนอื่น ๆ ไปพร้อมกัน เมื่อร่างกายแข็งแรง สมองก็จะปลอดโปร่ง ทำให้การกลับมาเรียนรู้เรื่องยาก ๆ อย่างการเขียนโปรแกรมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การที่เด็กชอบเล่นเกมไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป หากผู้ปกครองทำความเข้าใจ ให้การสนับสนุนที่ถูกจุด และรักษาสมดุลของชีวิตให้ดี จากเด็กที่วันๆ เอาแต่จ้องหน้าจอ ก็สามารถเติบโตขึ้นเป็นนวัตกรผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยีให้กับโลกใบนี้ได้
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






