ไขข้อข้องใจ ! ยืมเงินไม่คืน ฟ้องตำรวจได้ไหม ?

/
/
/
/
ไขข้อข้องใจ ! ยืมเงินไม่คืน ฟ้องตำรวจได้ไหม ?

ไขข้อข้องใจ ! การให้หยิบยืมเงินทองมักเริ่มต้นจากความเห็นอกเห็นใจและความไว้วางใจ แต่หลายครั้งกลับจบลงด้วยความบาดหมางเมื่อถึงกำหนดชำระแล้วลูกหนี้กลับเพิกเฉย ผัดผ่อน หรือถึงขั้นขาดการติดต่อ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ให้กู้มักเกิดความสับสนว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป การมีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการปกป้องสิทธิและทรัพย์สินของตนเอง

ความเข้าใจผิดยอดฮิต : คดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา

เมื่อถูกเบี้ยวหนี้ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือการเดินทางไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความจับกุมลูกหนี้ ทว่าในความเป็นจริง การกู้ยืมเงินแล้วไม่คืน ถือเป็นการผิดสัญญาทางกฎหมาย ซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ “คดีแพ่ง” ไม่ใช่คดีอาญา (เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาฉ้อโกงหรือหลอกลวงตั้งแต่แรกเริ่ม)

ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีอำนาจในการออกหมายจับหรือคุมตัวลูกหนี้ในกรณีนี้ สิ่งที่ตำรวจทำได้มักเป็นการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หรือช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยเบื้องต้น กระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายคือ เจ้าหนี้จะต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อแต่งตั้งทนายความ นำเรื่องยื่นฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งต่อศาล เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดชำระ

เงื่อนไขและหลักฐานสำคัญในการยื่นฟ้องศาล

กฎหมายไม่ได้เปิดให้ฟ้องร้องได้ในทุกกรณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การจะพึ่งพาอำนาจศาลเพื่อทวงหนี้ได้นั้น มีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาดังนี้

มูลค่าหนี้ขั้นต่ำ : กฎหมายกำหนดให้การกู้ยืมเงินที่มีจำนวนตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ หากต่ำกว่านั้นไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ (แต่ในทางปฏิบัติ การมีหลักฐานย่อมดีที่สุดในทุกยอดเงิน)

ความสมบูรณ์ของสัญญา : หนังสือสัญญาต้องระบุรายละเอียดที่ชัดเจน เช่น วันที่กู้ยืม ชื่อผู้กู้-ผู้ให้กู้ จำนวนเงิน กำหนดชำระคืน และที่สำคัญที่สุดที่จะขาดไม่ได้เลยคือ “ลายมือชื่อ (ลายเซ็น) ของผู้กู้” หากมีเพียงสัญญาแต่ไม่มีการลงนาม จะไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องได้

ยุคดิจิทัล : “แชท” คือหลักฐานชิ้นสำคัญ

ในปัจจุบันที่การสื่อสารเกิดขึ้นผ่านสมาร์ทโฟนเป็นหลัก หลายคนให้ยืมเงินกันโดยไม่ได้พบหน้าและไม่ได้ทำหนังสือสัญญา กฎหมายจึงมีการปรับตัวและอนุโลมให้สามารถใช้ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ประวัติการแชท (เช่น LINE, Facebook Messenger, WhatsApp) เป็นหลักฐานเทียบเท่าหนังสือสัญญาในการยื่นฟ้องได้

แต่การจะใช้ข้อความแชทให้มีน้ำหนักในชั้นศาล จะต้องมีองค์ประกอบที่ครบถ้วนและชัดเจน ดังนี้

ระบุตัวตนได้ชัดเจน : บัญชีผู้ใช้ที่สนทนาด้วยต้องสามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นลูกหนี้จริง (มีรูปโปรไฟล์ ชื่อ หรือบริบทแวดล้อมที่ยืนยันตัวบุคคล)

ใจความการกู้ยืมครบถ้วน : มีข้อความที่ฝ่ายลูกหนี้พิมพ์ขอยืมเงิน ระบุจำนวนเงินที่ชัดเจน

การตกลงและกำหนดคืน : มีข้อความที่ระบุว่าจะคืนเงินเมื่อใด และมีการตกลงรับปากกันอย่างชัดเจน

หลักฐานการโอน : ต้องมีสลิปการโอนเงิน (e-Slip) จากบัญชีเจ้าหนี้ไปยังบัญชีของลูกหนี้ ประกอบกับแชทสนทนานั้นด้วย

การชำระหนี้ด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่เงินสด

เมื่อถึงกำหนดชำระ หากลูกหนี้ตกอยู่ในภาวะขาดสภาพคล่องและไม่มีเงินสด กฎหมายเปิดช่องให้สามารถเจรจาตกลงกันเพื่อนำทรัพย์สินอื่นที่มีมูลค่าเทียบเท่า หรือตามที่ตกลงกัน (เช่น ทองคำรูปพรรณ นาฬิกาแบรนด์เนม รถยนต์ หรือที่ดิน) มาชำระหนี้แทนเงินสดได้

อย่างไรก็ตาม การชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินนี้ ต้องเกิดขึ้นภายใต้ความยินยอมของเจ้าหนี้เท่านั้น หากลูกหนี้เสนอสิ่งของที่เจ้าหนี้ไม่ต้องการ หรือมองว่ามูลค่าไม่เหมาะสม เจ้าหนี้มีสิทธิ์ปฏิเสธได้อย่างเต็มที่ และเรียกร้องให้ชำระเป็นเงินสดตามเดิมได้

กับดักอันตราย : การคิด “อัตราดอกเบี้ย” เกินกฎหมายกำหนด

ข้อควรระวังที่สำคัญและถือเป็นจุดตายของผู้ให้กู้หลายราย คือความพยายามที่จะเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินไป กฎหมายคุ้มครองเรื่องนี้ไว้อย่างเข้มงวด โดยกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมระหว่างบุคคลไว้สูงสุดไม่เกิน 15% ต่อปี (หรือคิดเป็นประมาณ 1.25% ต่อเดือน)

การฝ่าฝืนเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรานี้ ไม่เพียงแต่จะมีความผิดตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ แต่ในทางแพ่ง จะส่งผลให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยนั้นตกเป็น “โมฆะ” ทั้งหมด หมายความว่าเจ้าหนี้จะหมดสิทธิ์เรียกร้องดอกเบี้ยใดๆ จากลูกหนี้ได้เลย (เรียกคืนได้เฉพาะเงินต้นเท่านั้น) และหากเรื่องถึงชั้นศาล การคิดดอกเบี้ยผิดกฎหมายจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อรูปคดีของฝ่ายเจ้าหนี้เอง

การช่วยเหลือผู้อื่นในยามลำบากเป็นสิ่งที่ดี แต่การปกป้องตนเองจากความเสี่ยงทางกฎหมายและทรัพย์สินก็สำคัญไม่แพ้กัน ทุกครั้งที่มีการกู้ยืมเงิน ควรดำเนินการบนพื้นฐานของความรอบคอบ จัดทำสัญญาหรือบันทึกข้อความสนทนาให้ชัดเจน รัดกุม และไม่ละโมบคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา หลักฐานและความถูกต้องตามกฎหมายเหล่านี้ จะเป็นเกราะป้องกันและเครื่องมือทวงคืนความยุติธรรมที่ดีที่สุด

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง” 
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital