Travel Card vs บัตรเครดิตทั่วไป ใช้ตัวไหนเที่ยวต่างประเทศคุ้มกว่า ? | เงินทองของจริง

/
/
/
/
Travel Card vs บัตรเครดิตทั่วไป ใช้ตัวไหนเที่ยวต่างประเทศคุ้มกว่า ? | เงินทองของจริง
หลายคนอาจเคยรู้สึกว่า “รูดบัตรทีรู้สึกเหมือนโดนบัตรรูดกลับ” ใช้บัตรเครดิตทุกวันแต่ไม่เคยได้แต้ม ไม่เคยได้สิทธิพิเศษอะไรเลย ความจริงแล้วบัตรเครดิตในยุคนี้ไม่ได้มีแค่ “รูดแล้วจ่าย” แต่ยังมีผลตอบแทนและสิทธิพิเศษมากมายที่รอให้เราไปใช้ประโยชน์
 
บัตรเครดิตคืออะไร ?
 
บัตรเครดิตคือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่สถาบันการเงินออกให้แก่ผู้ถือบัตร เพื่อนำไปใช้จ่ายแทนเงินสด ผ่อนชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการ และกดเงินสดยามฉุกเฉิน 
 
ข้อดีสำคัญของบัตรเครดิตคือไม่จำเป็นต้องชำระเงินคืนในทันที สถาบันการเงินจะเรียกเก็บบิลหลังจากวันสรุปบัญชี โดยผู้ถือบัตรต้องชำระยอดใช้จ่ายภายในระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้เสียดอกเบี้ยร้อยละ 16% ต่อปี
 
ประเภทของบัตรเครดิตตามการใช้งาน
 
1. Local Credit Card
บัตรเครดิตที่ใช้งานได้เฉพาะภายในประเทศ เนื่องจากเครือข่ายของบัตรไม่รองรับการชำระเงินกับร้านค้าต่างประเทศ
 
2. International Credit Card  
บัตรเครดิตที่ใช้งานได้ในระดับสากล เช่น บัตรเครือ Visa, Mastercard หรือ American Express ทำให้สามารถใช้จ่ายได้ทั่วโลก
 
3. Private Label Card
บัตรเครดิตที่สถาบันการเงินจับมือกับร้านค้า เพื่อเสนอบัตรรุ่นพรีเมียมแก่ลูกค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ
 
4. บัตรเครดิตนิติบุคคล
บัตรเครดิตสำหรับลูกค้าองค์กร โดยผู้บริหารและพนักงานสามารถใช้จัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าอาหารรับรองลูกค้า หรือค่าที่พักโรงแรม
 
5. บัตรเครดิตเงินคืน
บัตรที่เน้นสิทธิประโยชน์เครดิตเงินคืน ซึ่งจะได้รับส่วนลดกลับมาเมื่อใช้จ่ายถึงยอดที่กำหนด
 
3 ประเภทบัตรเครดิตยอดฮิตตามไลฟ์สไตล์
 
1. บัตรเครดิตสำหรับสายออนไลน์
 
เหมาะกับคนที่ชอบช็อปออนไลน์ โดยมีจุดเด่นคือ:
– เครดิตเงินคืน หรือสะสมแต้มหลังซื้อสินค้าออนไลน์
– ยิ่งซื้อมาก ได้เงินคืนมาก 
– ซื้อสินค้าออนไลน์ในราคาที่ถูกกว่า การชำระด้วยวิธีอื่น
– นำแต้มไปเป็นส่วนลดหรือแลกซื้อสินค้าอื่น ๆ ได้
 
บัตรประเภทนี้เหมาะสำหรับคนที่ใช้จ่ายออนไลน์เป็นประจำ และต้องการผลตอบแทนจากการใช้จ่าย
 
2. บัตรเครดิตสำหรับสายบิน สายท่องเที่ยว (Travel Card)
 
การท่องเที่ยวในยุคนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องการแลกเปลี่ยนเงินตราอีกต่อไป เพราะมี Travel Card ที่สามารถใช้ได้ทั่วโลก
 
Travel Card คืออะไร ?
บัตรเติมเงินที่สามารถใช้แลกสกุลเงินต่างประเทศเก็บไว้ล่วงหน้า พร้อมรูดจ่ายค่าสินค้าและถอนเงินจากตู้ ATM ต่างประเทศได้ แต่มีวงเงินจำกัดที่ช่วยควบคุมค่าใช้จ่าย
 
ประเภทของ Travel Card
 
Travel Card แบบ Pre-Paid (เติมเงิน)
– ต้องเติมเงินเข้าบัตรก่อนจึงใช้ได้
– ใช้ได้เท่ากับจำนวนเงินที่เติม
– สามารถแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศเก็บไว้ล่วงหน้า
 
Travel Card แบบเดบิต
– ไม่ต้องเติมเงิน ผูกกับบัญชีธนาคาร
– ระบบตัดเงินจากบัญชีอัตโนมัติเมื่อใช้จ่าย
– อัตราแลกเปลี่ยนขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร
 
3. บัตรเครดิตระดับสูง (Premium Card)
 
เป็นบัตรเครดิตพรีเมียมสำหรับผู้ที่มีฐานะทางการเงินดี แบ่งออกเป็นหลายระดับตามฐานะของผู้ทำบัตร
 
เงื่อนไขการสมัคร
– มีเงินฝากหรือเงินลงทุนกับธนาคารหลักล้านบาทขึ้นไป
– กำหนดขั้นต่ำตั้งแต่ 1 ล้านบาท จนถึง 150 ล้านบาทขึ้นไป
– มักเป็นการที่ธนาคารติดต่อมาเชิญให้สมัครเอง
 
สิทธิพิเศษที่ได้รับ
– สิทธิพิเศษที่เหนือกว่าบัตรทั่วไปหลายอย่าง
– บริการระดับพรีเมียมต่าง ๆ
– ผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์สูงกว่า
 
วิธีเลือกบัตรเครดิตให้เหมาะกับตัวเอง
 
1. พิจารณาไลฟ์สไตล์การใช้จ่าย – ชอบช็อปออนไลน์ เที่ยวบ่อย หรือมีฐานะการเงินดี
2. ดูสิทธิประโยชน์ที่ตรงกับความต้องการ – เงินคืน แต้มสะสม หรือสิทธิพิเศษ
3. เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมและเงื่อนไข ของแต่ละธนาคาร
4. พิจารณาวงเงินที่เหมาะสม กับรายได้และการใช้จ่าย
 
บัตรเครดิตแต่ละประเภทตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน หากเลือกสมัครและใช้งานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จะได้รับความคุ้มค่าจากการใช้งานบัตรเครดิตอย่างแน่นอน ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับจ่ายเงิน แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ได้รับผลตอบแทนและสิทธิพิเศษมากมายอีกด้วย
 
พบกับ “โคชหนุ่ม” และ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 – 8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digitall
 
 
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่