เปิดโลก leverage: เครื่องมือทวีกำไรหรือดาบสองคม ?| เงินทองของจริง

/
/
/
/
เปิดโลก leverage: เครื่องมือทวีกำไรหรือดาบสองคม ?| เงินทองของจริง

Leverage คือเครื่องมือที่นักลงทุนใช้เพื่อเพิ่มอำนาจในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้มากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่จริง เพื่อสร้างโอกาสในการทำกำไรที่สูงขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน บทความนี้จะอธิบายถึงหลักการทำงาน ประเภท ข้อดีและข้อเสียของ Leverage ที่นักลงทุนควรพิจารณาก่อนนำไปใช้

Leverage คืออะไร ?

Leverage เป็นการใช้เงินกู้ยืมเพื่อเพิ่มกำลังซื้อในการลงทุน โดยผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่โบรกเกอร์นำเสนอ เช่น หากใช้ Leverage ในอัตรา 1:5 หมายความว่าเราใช้เงินลงทุนของตัวเอง 1 หน่วย แต่สามารถเปิดสถานะการลงทุนได้ถึง 5 หน่วย

ตัวอย่างการใช้ Leverage

สมมติว่าเรามีเงินลงทุน 100,000 บาท ต้องการซื้อหุ้นที่ราคา 100 บาทต่อหุ้น:

– กรณีไม่ใช้ Leverage: เราจะซื้อได้ 1,000 หุ้น

– กรณีใช้ Leverage 5 เท่า: เราจะซื้อได้ถึง 5,000 หุ้น

เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 10%

– ไม่ใช้ Leverage: กำไร = (110 – 100) × 1,000 = 10,000 บาท (กำไร 10% ของเงินลงทุน)

– ใช้ Leverage 5 เท่า: กำไร = (110 – 100) × 5,000 = 50,000 บาท (กำไร 50% ของเงินลงทุน)

เมื่อราคาหุ้นลดลง 10%

– ไม่ใช้ Leverage: ขาดทุน = (100 – 90) × 1,000 = 10,000 บาท (ขาดทุน 10% ของเงินลงทุน)

– ใช้ Leverage 5 เท่า: ขาดทุน = (100 – 90) × 5,000 = 50,000 บาท (ขาดทุน 50% ของเงินลงทุน)

ประเภทของ Leverage ในตลาดหุ้น

1. การซื้อขายด้วยมาร์จิ้น (Margin Trading)

   – การกู้เงินจากโบรกเกอร์เพื่อซื้อหุ้น

   – มีค่าใช้จ่ายในรูปของดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้โบรกเกอร์

2. SET50 Index Futures

   – สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงดัชนี SET50

   – สามารถใช้ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นได้

   – ทิศทางเป็นไปตามการเคลื่อนไหวของหุ้น 50 ตัวที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาด

3. Derivative Warrants (DW)

   – ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหรือขายหุ้นในอนาคต

   – แบ่งเป็น Call DW (คาดว่าราคาหุ้นจะขึ้น) และ Put DW (คาดว่าราคาหุ้นจะลง)

   – มีวันหมดอายุและค่าเสื่อมเวลา ทำให้เหมาะกับการเทรดระยะสั้นมากกว่าระยะยาว

4. Single Stock Futures

   – สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับหุ้นรายตัว

   – 1 สัญญาเท่ากับการซื้อหุ้นอ้างอิง 1,000 หุ้น

   – มักมีสภาพคล่องน้อย ทำให้มีความเสี่ยงสูงหากราคาเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้าม

5. การใช้ Block Trade

   – เครื่องมือที่มี Leverage สูงมาก สำหรับการซื้อขายหุ้นขนาดใหญ่

   – เหมาะกับหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง

   – ต้องทำรายการผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดของโบรกเกอร์โดยตรง

   – มีมูลค่าสัญญาสูง จึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบ

ความเสี่ยงของการใช้ Leverage

1. โอกาสขาดทุนเพิ่มขึ้น

   – หากราคาเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับที่คาดการณ์ อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากอย่างรวดเร็ว

   – ควรกำหนดจุด Stop Loss เพื่อควบคุมความเสี่ยงเสมอ

2. ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น

   – การใช้ Leverage มากขึ้นทำให้มีค่าธรรมเนียมสูงขึ้นตามไปด้วย

ข้อควรพิจารณาก่อนใช้ Leverage

– Leverage เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์แล้ว

– ควรศึกษาประเภทและเครื่องมือที่ใช้ Leverage อย่างละเอียดก่อนเริ่มลงทุนจริง

– ในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง การใช้ Leverage อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่มากเกินไป

– แต่ละประเภทของ Leverage เหมาะกับสินค้าที่แตกต่างกันและมีอัตรา Leverage ที่แตกต่างกัน

Leverage เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน การใช้ Leverage อย่างถูกต้องและรอบคอบจะช่วยให้นักลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง อาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพอร์ตการลงทุนได้

พบกับ “โคชหนุ่ม” และ “กาย สวิตต์” ได้ใน “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digital

รับชมผ่าน YouTube ได้ที่  https://youtu.be/jIwKUW7w4j8?si=mzmjiLv5wg3miEdp