ในยุคที่การเกษตรเป็นมากกว่าการปลูกพืชเพื่อการยังชีพ เกษตรกรไทยจำเป็นต้องเข้าใจการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่าการลงทุนในแต่ละฤดูกาลจะสร้างผลกำไรหรือไม่ และจะมีวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรอย่างไร
ทำความเข้าใจต้นทุนในการเกษตร
การเริ่มต้นบริหารต้นทุนอย่างมืออาชีพ ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าต้นทุนในการเกษตรแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก
ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost)
ต้นทุนคงที่คือค่าใช้จ่ายที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามระดับของการผลิตหรือการขายในช่วงเวลานั้น เป็นต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าระดับการผลิตหรือยอดขายจะมีการเปลี่ยนแปลง ต้นทุนคงที่มีความสำคัญต่อการวางแผนทางการเงินและการคำนวณกำไร เพราะเป็นภาระที่ธุรกิจต้องรองรับอยู่เสมอ
ตัวอย่างต้นทุนคงที่ในการเกษตร ได้แก่
– ค่าเช่าที่ดิน
– เงินเดือนพนักงานประจำ
– ค่าประกันภัยต่าง ๆ
– ค่าใช้จ่ายสำหรับอาคารและเครื่องมือเกษตร
– ดอกเบี้ยเงินกู้ (ในกรณีที่มีการกู้เงินมาลงทุน)
ต้นทุนผันแปร (Variable Cost)
ต้นทุนผันแปรคือค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิตหรือการขาย หากผลิตหรือขายเพิ่มขึ้น ต้นทุนผันแปรก็เพิ่มขึ้นตาม หากผลิตหรือขายลดลง ต้นทุนผันแปรก็ลดลงด้วย
ตัวอย่างต้นทุนผันแปรในการเกษตร ได้แก่
– ค่าเมล็ดพันธุ์
– ค่าปุ๋ยและสารเคมี
– ค่าน้ำและค่าไฟฟ้า
– ค่าบรรจุภัณฑ์
– ค่าขนส่ง
– ค่าแรงงานรายวัน
การคำนวณต้นทุนและกำหนดราคาขาย
การคำนวณต้นทุนที่ถูกต้องไม่ควรคิดเพียงแค่ราคาตลาด แต่ต้องรวมต้นทุนทั้งหมดเข้าไป รวมถึงการเผื่อค่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น สูตรการคำนวณราคาขายที่เหมาะสมคือ:
ราคาขายต่อหน่วย = (ต้นทุนรวม + กำไรที่ต้องการ) ÷ จำนวนหน่วยสินค้า
การคำนวณต้นทุนไม่เพียงแต่จะช่วยให้ทราบว่าจะขาดทุนหรือได้กำไรเท่าไร แต่ยังเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบว่าสามารถลดต้นทุนในส่วนใดได้บ้าง เช่น:
– การเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติ เพื่อลดค่าปุ๋ยเคมี
– การเปลี่ยนช่องทางการขาย จากการขายผ่านพ่อค้าคนกลางมาเป็นการขายตรงสู่ผู้บริโภค
– การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Thailand Post Mart ที่เป็นแหล่งรวมสินค้าเกษตรกร
กลยุทธ์การตั้งราคาที่มีประสิทธิภาพ
หลังจากทราบต้นทุนแล้ว การตั้งราคาขายที่เหมาะสมคือขั้นตอนที่สำคัญต่อไป การตั้งราคาต้องสมดุลระหว่างความสามารถในการแข่งขันและการสร้างกำไรที่เหมาะสม
1. การสำรวจราคาตลาดและคู่แข่ง
การศึกษาราคาสินค้าเกษตรในตลาดทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ เปรียบเทียบกับคู่แข่งเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ หากสินค้าของคุณมีคุณภาพดีหรือมีจุดเด่นเฉพาตัว สามารถตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่งได้
2. การใช้กลยุทธ์ราคาจิตวิทยา
เทคนิคการตั้งราคาที่ส่งผลต่อจิตวิทยาของผู้บริโภค เช่น:
– ตั้งราคา 99 บาท แทน 100 บาท เพื่อให้ดูราคาถูกลง
– สร้างแพ็กเกจ เช่น 3 กิโลกรัม 250 บาท แทนที่จะขายกิโลกรัมละ 90 บาท
– จัดโปรโมชันแบบ “ซื้อ 2 แถม 1” เพื่อกระตุ้นยอดขาย
3. การตั้งราคาตามกลุ่มเป้าหมาย
การกำหนดราคาให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย:
– ตลาดแมส: ตั้งราคาไม่สูงมาก เน้นการขายปริมาณมาก
– ลูกค้าพรีเมียม: สามารถตั้งราคาสูงได้ โดยเน้นคุณภาพและความแตกต่าง เช่น ผลไม้ออร์แกนิก
– ร้านค้าปลีก: กำหนดราคาส่งที่เหมาสม เพื่อให้ผู้ค้าปลีกสามารถทำกำไรต่อได้
4. การทดลองปรับราคาและประเมินผล
ราคาไม่ควรเป็นสิ่งที่ตายตัว ควรมีการปรับเปลี่ยนและประเมินผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าขายไม่ออก อาจต้องพิจารณา:
– การลดราคา
– การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เช่น ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์
– การเพิ่มบริการ เช่น การจัดส่งฟรี
การบริหารจัดการต้นทุนและการตั้งราคาอย่างมืออาชีพเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับเกษตรกรในยุคปัจจุบัน การเข้าใจความแตกต่างระหว่างต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร การคำนวณต้นทุนที่แม่นยำ และการกำหนดกลยุทธ์การตั้งราคาที่เหมาะสม จะช่วยให้เกษตรกรสามารถสร้างกำไรอย่างยั่งยืนและแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับเกษตรกรที่กำลังเผชิญปัญหาการตั้งราคา หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นขายสินค้าเกษตร การนำเทคนิคเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
พบกับ “โคชหนุ่ม” และ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 – 8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digitall
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่






