รู้ก่อนรวยก่อน ! เจาะลึกเทรนด์ลงทุน “โลหะเงิน” สินทรัพย์มาแรงแห่งปี

/
/
/
รู้ก่อนรวยก่อน ! เจาะลึกเทรนด์ลงทุน “โลหะเงิน” สินทรัพย์มาแรงแห่งปี

รู้ก่อนรวยก่อน ! เมื่อราคาทองคำพุ่งทะยานจนทำสถิติใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า นักลงทุนรายย่อยหลายคนเริ่มรู้สึกว่าการเอื้อมคว้าระยะยาวทำได้ยากขึ้น “โลหะเงิน” (Silver) จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ “ทองคำของคนจน” (Poor Man’s Gold) อย่างที่เคยถูกเรียกในอดีต แต่กลับกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสะสมความมั่งคั่งที่กำลังถูกจับตามองอย่างมากในปัจจุบัน

การเติบโตของราคาโลหะเงินมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและแตกต่างจากทองคำอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ของการนำไปใช้งานจริง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นเชิงลึกได้ดังนี้

อุปสงค์พุ่งปรี๊ดจากเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด

มูลค่าของโลหะเงินในยุคนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โลหะเงินมีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าและนำความร้อนได้ดีที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมด จึงกลายเป็นวัสดุที่ “ขาดไม่ได้” ในนวัตกรรมแห่งอนาคต

อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด : แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Panels) และกังหันลม ล้วนต้องใช้โลหะเงินเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิต

ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) : รถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคันใช้โลหะเงินมากกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปถึงสองเท่า

เทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ : สมาร์ทโฟน แผงวงจรไมโครชิป อุปกรณ์การแพทย์ และระบบ 5G ต่างต้องพึ่งพาแร่เงินทั้งสิ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ โลหะเงินในอุตสาหกรรมเหล่านี้เมื่อถูกใช้งานแล้ว มักจะสูญสลายไปหรือถูกรีไซเคิลได้ยากมาก ทำให้ปริมาณเงินในโลกถูก “บริโภค” ให้หายไปจริงๆ ไม่เหมือนทองคำที่มักจะถูกหลอมใหม่หมุนเวียนอยู่ในระบบ

ภาวะขาดแคลนและเกมการเมืองระดับโลก

ในขณะที่ความต้องการใช้งานพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ปริมาณการขุดเจาะและการผลิตแร่เงินทั่วโลกกลับทำได้จำกัดและไม่ทันต่อความต้องการ ส่งผลให้เกิด ภาวะขาดดุล (Deficit) อย่างต่อเนื่องมาถึง 5 ปี นอกจากนี้ มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ยังได้ยกระดับโลหะเงินให้เป็น “แร่ยุทธศาสตร์ระดับชาติ” ที่ต้องสำรองไว้ใช้ในประเทศ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าซัพพลายในตลาดโลกมีแนวโน้มที่จะตึงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ความท้าทายของการซื้อ “เงินแท่ง” ในประเทศไทย

แม้แนวโน้มราคาจะดูสดใส แต่การเดินเข้าไปซื้อโลหะเงินแบบจับต้องได้ (Physical Silver) มาเก็บไว้ใต้เตียงเหมือนทองคำ กลับมีอุปสรรคและต้นทุนแฝงที่นักลงทุนต้องรู้

โดนหักกำไรตั้งแต่เริ่มด้วย VAT 7% : แตกต่างจากทองคำแท่งที่ได้รับการยกเว้นภาษี การซื้อขายเงินแท่งในไทยถือเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% หมายความว่าทันทีที่คุณซื้อ คุณขาดทุนไปแล้ว 7% และต้องรอให้ราคาขึ้นไปมากกว่านั้นถึงจะเริ่มคุ้มทุน

สภาพคล่องต่ำ ขายออกยาก : ร้านทองทั่วไปมักไม่รับซื้อเงินแท่ง หรือหากรับซื้อก็อาจจะกดราคา การหาแหล่งรับซื้อที่ให้ราคายุติธรรมจึงทำได้ยากกว่ามาก

ภาระในการจัดเก็บและดูแลรักษา : โลหะเงินมีมูลค่าต่อสัดส่วนน้ำหนักที่ต่ำมาก (เช่น เงิน 1 กิโลกรัม อาจมีมูลค่าเพียงราวๆ 90,000 บาท) หากคุณต้องการลงทุนหลักล้าน คุณอาจต้องเตรียมตู้เซฟขนาดใหญ่เพื่อเก็บโลหะน้ำหนักนับสิบกิโลกรัม แถมโลหะเงินยังทำปฏิกิริยากับอากาศจนเกิดคราบดำ (Tarnish) ได้ง่าย จึงต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ

ทางออกของนักลงทุน : ทำกำไรโดยไม่ต้องแบกภาระ

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของเงินแท่ง ตลาดทุนจึงมีเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงโลหะเงินได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลงทุนผ่าน TFEX (Silver Online Futures) : นี่คือช่องทางที่ได้รับความนิยมที่สุดในไทย เป็นการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามราคาโลหะเงินในตลาดโลก ข้อดีคือ ไม่ต้องเสียภาษี VAT 7%, ไม่ต้องหาที่เก็บรักษา, สภาพคล่องสูง และสามารถทำกำไรได้ทั้งในสภาวะตลาดขาขึ้นและขาลง แต่ต้องแลกมากับความจำเป็นที่ต้องมีความรู้เรื่องการวางเงินประกัน (Margin)

แพลตฟอร์มออมเงินออนไลน์ : บางบริษัทเริ่มมีบริการให้ทยอยออมแร่เงินในระบบดิจิทัล (ลักษณะคล้ายการออมทอง) แต่ผู้ลงทุนต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือและมาตรฐานการรับรองของแพลตฟอร์มนั้นๆ ให้ดีอย่างรอบคอบ

กลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน

แม้โลหะเงินจะมีโอกาสเติบโตสูง แต่ก็ขึ้นชื่อเรื่อง “ความผันผวน” (Volatility) ที่สวิงรุนแรงกว่าทองคำมาก ดังนั้น ไม่ควรเทหมดหน้าตักเพื่อเก็งกำไร กลยุทธ์ที่ปลอดภัยคือการใช้โลหะเงินเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยจำกัดสัดส่วนไว้ที่ประมาณ 5-10% ของพอร์ตการลงทุนรวม เพื่อกันชนความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อโดยที่พอร์ตหลักยังคงมีความมั่นคง

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง” 
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital