เมื่อความรักจบ แต่สัญญากู้ยังอยู่…3 ทางออกที่คู่รักควรรู้ | เงินทองของจริง

/
/
/
เมื่อความรักจบ แต่สัญญากู้ยังอยู่…3 ทางออกที่คู่รักควรรู้ | เงินทองของจริง

สถานการณ์ที่หลายคนแอบกลัว แต่ก็มีคนเจอจริงๆ อยู่บ่อยครั้ง คือการ **กู้บ้าน กู้รถ หรือกู้คอนโดร่วมกับคนรัก แต่ดันเลิกกันก่อนผ่อนหมด** แล้วจะทำอย่างไรต่อ? ใครต้องรับผิดชอบ? จะถอนชื่อออกได้หรือไม่ ? หรือต้องขายทรัพย์สินทิ้งไป?

การกู้ร่วมคืออะไร ?

การกู้ร่วม คือการกู้ทรัพย์สินโดยมีผู้กู้ร่วมอีกคนเป็นผู้ร่วมรับภาระหนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้การกู้เงินซื้อบ้านง่ายขึ้น และทำให้ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินอนุมัติการขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

การกู้ร่วมต่างจากการค้ำประกันอย่างไร ?

การกู้ร่วมต่างจากการค้ำประกันตรงที่ การค้ำประกัน นั้น บุคคลผู้ค้ำประกันจะต้องเป็นผู้ชำระหนี้แทนหากผู้กู้ผิดสัญญา และความสัมพันธ์ของคนค้ำประกันกับผู้กู้ไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวพันกัน

แต่สำหรับ ผู้กู้ร่วม จะต้องมีสายสัมพันธ์กัน เช่น

– คนที่มีนามสกุลเดียวกัน เช่น พี่-น้อง พ่อ-แม่-ลูก (หากมีการเปลี่ยนนามสกุลในภายหลัง จะต้องแสดงทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์)

– สามี-ภรรยา แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็กู้ร่วมได้ แต่ต้องแสดงหลักฐานความสัมพันธ์ เช่น ภาพถ่ายหรือการ์ดงานแต่งงาน หนังสือรับรองบุตร

– คู่รัก LGBTQ+ ต้องมีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์หรือเอกสารยืนยันว่าอาศัยอยู่ร่วมกัน เช่น ทะเบียนบ้านที่มีชื่อทั้งสองคน เอกสารการกู้ซื้อทรัพย์สินร่วมกัน หรือเอกสารการทำธุรกิจร่วมกัน

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกู้ร่วม

หลายคนเข้าใจผิดว่า “ฉันแค่ช่วยกู้เฉย ๆ แต่คนอีกคนจะเป็นคนผ่อนนะ” 

ความจริงที่ต้องรู้

– ใครที่เซ็นชื่อในสัญญากู้ร่วม = รับผิดชอบหนี้ร่วมกันเต็ม 100%

– ไม่ว่าจะใครผ่อน ใครอยู่บ้าน ธนาคารไม่สนใจ ขอแค่ชื่อคุณอยู่ในสัญญา ก็ทวงคุณได้เหมือนกัน

– ไม่ใช่คนละ 50-50 แต่คือทั้งคู่รับผิดชอบ 100% เท่ากัน ใครคนหนึ่งไม่จ่าย อีกคนต้องจ่ายทั้งหมด

สำคัญ การกู้ร่วม เท่ากับ ผูกมัดกันระยะยาว

ตอนรักกัน โลกอาจเป็นสีชมพู กู้ร่วมยังไงก็ไหว ! แต่ในเอกสารของธนาคาร ความรักไม่เกี่ยวข้อง พวกเขาดูแค่ชื่อที่อยู่ในสัญญา ถ้าชื่อคุณกับแฟนอยู่ในสัญญากู้ร่วม แปลว่า “รับผิดชอบหนี้ร่วมกันเต็ม 100%” เลิกกันแล้ว ธนาคารก็ยังทวงได้ทั้งคู่เหมือนเดิม

3 ทางออกเมื่อความรักจบแต่ภาระการเงินยังอยู่

เมื่อความรักจบลง แต่ภาระผูกพันทางการเงินยังคงอยู่ โดยเฉพาะการกู้ร่วมซื้อบ้านหรือคอนโด คุณควรจัดการอย่างไร?

ทางออกที่ 1 : ถอนชื่อคู่รักที่กู้ร่วม

เมื่อถึงวันเลิกรา คู่ที่เคยรักกันต้องหันมามองว่าบรรดาทรัพย์สินที่ร่วมกันซื้อ ร่วมกันกู้นั้นมีอะไรบ้าง เพื่อจัดสรรปันส่วนได้อย่างลงตัว

กรณีที่ 1 : คู่รักที่จดทะเบียนสมรสกัน

– ทำการจดทะเบียนหย่าให้เรียบร้อย

– นำใบหย่าและสัญญาจะซื้อจะขายไปขอถอนชื่อคู่รักที่เลิกราออกจากสัญญากู้ที่ทำไว้กับธนาคาร

– เจ้าหน้าที่ธนาคารจะเปลี่ยนรูปแบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสัญญาเงินกู้ใหม่

กรณีที่ 2 : คู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

– ต้องตกลงกันว่าจะให้ใครเป็นคนถือกรรมสิทธิ์เจ้าของทรัพย์สิน

– แจ้งถอดถอนชื่อออกกับเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ทำสัญญากู้ไว้

– ธนาคารจะประเมินความสามารถของผู้กู้ว่าสามารถผ่อนชำระต่อได้หรือไม่

หมายเหตุ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของธนาคารว่า ผู้กู้ร่วมที่เหลืออยู่สามารถผ่อนชำระไหวหรือไม่ หากผ่อนไม่ไหวก็ต้องหาคนอื่นมากู้ร่วมแทน

ทางออกที่ 2 : รีไฟแนนซ์จากกู้ร่วมเป็นกู้เดี่ยว

ธนาคารหรือสถาบันการเงินใหม่ที่จะทำการรีไฟแนนซ์ จะพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของผู้ที่จะเป็นผู้กู้เดี่ยวเป็นหลัก นั่นหมายความว่า

– รายได้ 

– ประวัติเครดิตบูโร 

– ยอดดาวน์ที่กู้ซื้อบ้าน

– ภาระหนี้สินอื่นๆ 

ของคุณจะต้องเพียงพอที่จะรับภาระหนี้ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ คุณจะต้อง :

– ติดต่อผู้กู้ร่วมเดิมเพื่อขอความยินยอมในการเปลี่ยนแปลงสัญญากู้

– เตรียมค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์

ทางออกที่ 3 : ตัดปัญหาด้วยการขายทรัพย์สิน

เป็นวิธีสุดท้ายในการตัดปัญหาการแบ่งกรรมสิทธิ์กรณีคู่รักกู้ร่วมซื้อบ้านด้วยกันและจำเป็นต้องเลิกรา ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ต้องมีการตกลงกันระหว่าง 2 คนแล้วว่าไม่มีใครอยากครองกรรมสิทธิ์บ้านที่ซื้อ

การขายบ้านต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

– ค่าธรรมเนียมการโอน

– ค่าอากรแสตมป์

– ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

– ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ป้องกันดีกว่าแก้ไข

แม้ว่าจะรู้ขั้นตอนการจัดการสินทรัพย์ บ้าน คอนโด ทาวน์โฮม หรืออาคารพาณิชย์แล้ว แต่ทางที่ดีเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้น ควรศึกษาข้อมูลการกู้ร่วมและตกลงกรรมสิทธิ์ก่อนกู้ตั้งแต่ก่อนทำสัญญา

เมื่อความสัมพันธ์จบลง การแบ่งทรัพย์สินและกรรมสิทธิ์ร่วมกันถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โปรโมชั่นพิเศษ

สถานการณ์ที่หลายคนแอบกลัว แต่ก็มีคนเจอจริงๆ อยู่บ่อยครั้ง คือการ **กู้บ้าน กู้รถ หรือกู้คอนโดร่วมกับคนรัก แต่ดันเลิกกันก่อนผ่อนหมด** แล้วจะทำอย่างไรต่อ? ใครต้องรับผิดชอบ? จะถอนชื่อออกได้หรือไม่? หรือต้องขายทรัพย์สินทิ้งไป?

การกู้ร่วมคืออะไร ?

การกู้ร่วม คือการกู้ทรัพย์สินโดยมีผู้กู้ร่วมอีกคนเป็นผู้ร่วมรับภาระหนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้การกู้เงินซื้อบ้านง่ายขึ้น และทำให้ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินอนุมัติการขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

การกู้ร่วมต่างจากการค้ำประกันอย่างไร ?

การกู้ร่วมต่างจากการค้ำประกันตรงที่ การค้ำประกัน นั้น บุคคลผู้ค้ำประกันจะต้องเป็นผู้ชำระหนี้แทนหากผู้กู้ผิดสัญญา และความสัมพันธ์ของคนค้ำประกันกับผู้กู้ไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวพันกัน

แต่สำหรับ ผู้กู้ร่วม จะต้องมีสายสัมพันธ์กัน เช่น

– คนที่มีนามสกุลเดียวกัน เช่น พี่-น้อง พ่อ-แม่-ลูก (หากมีการเปลี่ยนนามสกุลในภายหลัง จะต้องแสดงทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์)

– สามี-ภรรยา แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็กู้ร่วมได้ แต่ต้องแสดงหลักฐานความสัมพันธ์ เช่น ภาพถ่ายหรือการ์ดงานแต่งงาน หนังสือรับรองบุตร

– คู่รัก LGBTQ+ ต้องมีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์หรือเอกสารยืนยันว่าอาศัยอยู่ร่วมกัน เช่น ทะเบียนบ้านที่มีชื่อทั้งสองคน เอกสารการกู้ซื้อทรัพย์สินร่วมกัน หรือเอกสารการทำธุรกิจร่วมกัน

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกู้ร่วม

หลายคนเข้าใจผิดว่า “ฉันแค่ช่วยกู้เฉย ๆ แต่คนอีกคนจะเป็นคนผ่อนนะ” 

ความจริงที่ต้องรู้

– ใครที่เซ็นชื่อในสัญญากู้ร่วม = รับผิดชอบหนี้ร่วมกันเต็ม 100%

– ไม่ว่าจะใครผ่อน ใครอยู่บ้าน ธนาคารไม่สนใจ ขอแค่ชื่อคุณอยู่ในสัญญา ก็ทวงคุณได้เหมือนกัน

– ไม่ใช่คนละ 50-50 แต่คือทั้งคู่รับผิดชอบ 100% เท่ากัน ใครคนหนึ่งไม่จ่าย อีกคนต้องจ่ายทั้งหมด

สำคัญ การกู้ร่วม เท่ากับ ผูกมัดกันระยะยาว

ตอนรักกัน โลกอาจเป็นสีชมพู กู้ร่วมยังไงก็ไหว ! แต่ในเอกสารของธนาคาร ความรักไม่เกี่ยวข้อง พวกเขาดูแค่ชื่อที่อยู่ในสัญญา ถ้าชื่อคุณกับแฟนอยู่ในสัญญากู้ร่วม แปลว่า “รับผิดชอบหนี้ร่วมกันเต็ม 100%” เลิกกันแล้ว ธนาคารก็ยังทวงได้ทั้งคู่เหมือนเดิม

3 ทางออกเมื่อความรักจบแต่ภาระการเงินยังอยู่

เมื่อความรักจบลง แต่ภาระผูกพันทางการเงินยังคงอยู่ โดยเฉพาะการกู้ร่วมซื้อบ้านหรือคอนโด คุณควรจัดการอย่างไร?

ทางออกที่ 1 : ถอนชื่อคู่รักที่กู้ร่วม

เมื่อถึงวันเลิกรา คู่ที่เคยรักกันต้องหันมามองว่าบรรดาทรัพย์สินที่ร่วมกันซื้อ ร่วมกันกู้นั้นมีอะไรบ้าง เพื่อจัดสรรปันส่วนได้อย่างลงตัว

กรณีที่ 1 : คู่รักที่จดทะเบียนสมรสกัน

– ทำการจดทะเบียนหย่าให้เรียบร้อย

– นำใบหย่าและสัญญาจะซื้อจะขายไปขอถอนชื่อคู่รักที่เลิกราออกจากสัญญากู้ที่ทำไว้กับธนาคาร

– เจ้าหน้าที่ธนาคารจะเปลี่ยนรูปแบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสัญญาเงินกู้ใหม่

กรณีที่ 2 : คู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

– ต้องตกลงกันว่าจะให้ใครเป็นคนถือกรรมสิทธิ์เจ้าของทรัพย์สิน

– แจ้งถอดถอนชื่อออกกับเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ทำสัญญากู้ไว้

– ธนาคารจะประเมินความสามารถของผู้กู้ว่าสามารถผ่อนชำระต่อได้หรือไม่

หมายเหตุ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของธนาคารว่า ผู้กู้ร่วมที่เหลืออยู่สามารถผ่อนชำระไหวหรือไม่ หากผ่อนไม่ไหวก็ต้องหาคนอื่นมากู้ร่วมแทน

ทางออกที่ 2 : รีไฟแนนซ์จากกู้ร่วมเป็นกู้เดี่ยว

ธนาคารหรือสถาบันการเงินใหม่ที่จะทำการรีไฟแนนซ์ จะพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของผู้ที่จะเป็นผู้กู้เดี่ยวเป็นหลัก นั่นหมายความว่า

– รายได้ 

– ประวัติเครดิตบูโร 

– ยอดดาวน์ที่กู้ซื้อบ้าน

– ภาระหนี้สินอื่นๆ 

ของคุณจะต้องเพียงพอที่จะรับภาระหนี้ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ คุณจะต้อง :

– ติดต่อผู้กู้ร่วมเดิมเพื่อขอความยินยอมในการเปลี่ยนแปลงสัญญากู้

– เตรียมค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์

ทางออกที่ 3 : ตัดปัญหาด้วยการขายทรัพย์สิน

เป็นวิธีสุดท้ายในการตัดปัญหาการแบ่งกรรมสิทธิ์กรณีคู่รักกู้ร่วมซื้อบ้านด้วยกันและจำเป็นต้องเลิกรา ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ต้องมีการตกลงกันระหว่าง 2 คนแล้วว่าไม่มีใครอยากครองกรรมสิทธิ์บ้านที่ซื้อ

การขายบ้านต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

– ค่าธรรมเนียมการโอน

– ค่าอากรแสตมป์

– ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

– ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ป้องกันดีกว่าแก้ไข

แม้ว่าจะรู้ขั้นตอนการจัดการสินทรัพย์ บ้าน คอนโด ทาวน์โฮม หรืออาคารพาณิชย์แล้ว แต่ทางที่ดีเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้น ควรศึกษาข้อมูลการกู้ร่วมและตกลงกรรมสิทธิ์ก่อนกู้ตั้งแต่ก่อนทำสัญญา

เมื่อความสัมพันธ์จบลง การแบ่งทรัพย์สินและกรรมสิทธิ์ร่วมกันถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

มองหาตัวช่วยลดดอกเบี้ย ให้ผ่อนน้อยลง มีเงินเก็บมากขึ้น ?

ด้วยสินเชื่อเคหะ รีไฟแนนซ์ จากธนาคารออมสิน

– ดอกเบี้ยคงที่ปีแรกเริ่มต้น 1.55% ต่อปี (สำหรับวงเงินกู้ตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป)

– อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.95% ต่อปี

– สนับสนุนค่าประเมินหลักทรัพย์สูงสุด 5,000 บาท

– สนับสนุนค่าจดจำนอง ตามจริงไม่เกิน 30,000 บาท

ยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน – 15 กรกฎาคม 2568  

อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2568

สมัครขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือแอปฯ MyMo  

เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center 1115  

ธนาคารออมสิน เป็นลูกค้าเราเท่ากับช่วยสังคม

พบกับ “โคชหนุ่ม” และ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digital

IFrame

รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/gQipxCdNeSU?si=-1t96W462fgGsF38