ในช่วงปลายปีที่กำลังจะมาถึง สิ่งที่พนักงานออฟฟิศต้องให้ความสำคัญไม่แพ้การเคลียร์งาน ก็คือการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากวางแผนอย่างเหมาะสม ภาระภาษีที่ต้องจ่ายอาจกลายเป็นเงินออมสำหรับอนาคตที่มั่นคงได้
เริ่มต้นจากการตรวจสอบสิทธิ์ที่มีอยู่แล้ว
ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดสำหรับชาวออฟฟิศคือการตรวจสอบสิทธิ์และสวัสดิการที่ติดมากับตำแหน่งงาน ได้แก่
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หากบริษัทมี PVD ให้พนักงาน เงินที่สะสมในแต่ละปีจะถูกนับรวมอยู่ในโควต้าเกษียณ 500,000 บาท ดังนั้นก่อนคิดซื้อ RMF หรือประกันบำนาญ ต้องรู้ว่า PVD ใช้โควต้าไปแล้วเท่าไหร่ และเหลือให้ซื้อเพิ่มได้อีกเท่าไหร่
ประกันสังคมและประกันสุขภาพกลุ่ม พนักงานส่วนใหญ่มีสวัสดิการทั้งสองอย่างนี้อยู่แล้ว การซื้อประกันสุขภาพส่วนตัวเพิ่มเติมจึงควรเป็นการอุดช่องโหว่หรือ Top-up จากสวัสดิการเดิม เช่น เพิ่มค่าห้องหรือซื้อความคุ้มครองโรคร้ายแรง เพื่อให้ได้ความคุ้มครองเหมาะสมโดยไม่จ่ายเบี้ยซ้ำซ้อน
เครื่องมือลดหย่อนภาษีหลักและข้อแนะนำ
1. ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ
การมีเกราะป้องกันความเสี่ยงเป็นพื้นฐานสำคัญของการเงิน หากเจ็บป่วยหนัก เงินเก็บทั้งหมดอาจหายไปในพริบตา
สิทธิ์ลดหย่อน: ประกันชีวิต (ทั่วไป/สะสมทรัพย์) และประกันสุขภาพ ใช้สิทธิรวมกันได้สูงสุด 100,000 บาท โดยส่วนของประกันสุขภาพใช้ได้ไม่เกิน 25,000 บาท
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว, ต้องการสร้างวินัยการออม, หรือมีสวัสดิการสุขภาพไม่ครอบคลุม
2. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
เป็นเครื่องมือลงทุนระยะยาวเพื่อวางแผนเกษียณ โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดทุน
สิทธิ์ลดหย่อน: อยู่ในโควต้าเกษียณ 500,000 บาท (รวมกับ PVD และประกันบำนาญ)
เหมาะสำหรับ: คนที่ต้องการออมเพื่อเกษียณอย่างจริงจัง มีวินัย และมีช่องว่างในโควต้า 500,000 บาท
3. กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG)
กองทุนที่เน้นลงทุนในธุรกิจไทยที่คำนึงถึงหลัก ESG คือสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล
สิทธิ์ลดหย่อน: เป็นโควต้าแยกต่างหากจากโควต้าเกษียณ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ สูงสุด 300,000 บาท แลกกับการถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ใช้โควต้าเกษียณ 500,000 บาทเต็มแล้ว หรือผู้ที่ต้องการลงทุนระยะกลางในธุรกิจยั่งยืน
4. ประกันบำนาญ
เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อการันตีรายได้หลังเกษียณโดยเฉพาะ ช่วยสร้างวินัยออมระยะยาวและจ่ายผลประโยชน์คืนในรูปเงินบำนาญ
สิทธิ์ลดหย่อน: เบี้ยประกันลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท (นับรวมในโควต้าเกษียณ 500,000 บาท)
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความมั่นคงสูง รับความเสี่ยงต่ำ และอยากมีรายได้แน่นอนหลังเกษียณ
สิทธิ์ลดหย่อนอื่น ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายจริงทั้งปีมาลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท
เงินบริจาค เงินบริจาคทั่วไปลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อนแล้ว สำหรับการบริจาคให้สถานศึกษาหรือโรงพยาบาลรัฐ อาจลดหย่อนได้สูงสุดถึง 2 เท่าของเงินบริจาคจริง สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อนแล้ว แนะนำให้บริจาคผ่านระบบ e-Donation เพื่อความสะดวก
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว เช่น โครงการ Easy E-Receipt ที่ลดหย่อนได้ถึง 50,000 บาท ควรติดตามข้อมูลในช่วงปลายปี
เคล็ดลับการซื้อลดหย่อนอย่างมีประสิทธิภาพ
การซื้อลดหย่อนอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่การซื้อให้เต็มทุกโควต้า แต่คือการซื้อเพื่อลด "เงินได้สุทธิ" ให้อยู่ในฐานภาษีที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้เงินได้สุทธิเหลือไม่เกิน 150,000 บาท เพราะฐานนี้จะเสียภาษี 0%
ตัวอย่างการคำนวณ
พนักงานออฟฟิศที่มีเงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน
– เงินได้ทั้งปี: 480,000 บาท
– หลังหักค่าลดหย่อนพื้นฐาน สมมติเงินได้สุทธิก่อนลดหย่อนเพิ่มเหลือ 311,000 บาท
– ไม่จำเป็นต้องซื้อ RMF 500,000 บาท หรือ ThaiESG 300,000 บาท
– แค่ซื้อเพิ่มประมาณ 161,000 บาท ก็จะเหลือเงินได้สุทธิ 150,000 บาท และไม่ต้องเสียภาษีแล้ว
การวางแผนภาษีสำหรับพนักงานออฟฟิศควรเริ่มจาก
1. ตรวจสอบ PVD และสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว
2. คำนวณเงินได้สุทธิของตนเองให้ชัดเจน
3. เลือกเครื่องมือ RMF, ประกัน, หรือ ThaiESG ให้เหมาะสมกับฐานภาษีและเป้าหมายทางการเงิน
4. ซื้อเท่าที่จำเป็นโดยไม่กระทบสภาพคล่อง
การลดหย่อนภาษีไม่ใช่แค่การลดภาระ แต่เป็นการสร้างวินัยการออมและป้องกันความเสี่ยงไปพร้อมกันด้วย ทุกบาทที่วางแผนอย่างดีจะกลายเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคง
พบกับ "โคชหนุ่ม" และ "ทิน โชคกมลกิจ" ได้ใน "เงินทองของจริง" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 – 8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digitall
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่






