เรื่องการเงินที่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุดในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องภาษี โดยเฉพาะนโยบายใหม่จากกระทรวงการคลังที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าระบบภาษีไทยด้วย Negative Income Tax (NIT) หรือ "ภาษีเงินได้เชิงลบ" ที่ฟังแล้วอาจดูแปลกใหม่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่จะส่งผลต่อคนไทยทุกคน
Negative Income Tax คืออะไร ?
คอนเซปต์หลักของ Negative Income Tax คือ "ประชาชนทุกคนจะต้องยื่นแบบภาษี" โดยมีหลักการง่าย ๆ ดังนี้
– หากมีรายได้ถึงเกณฑ์ จะต้องเสียภาษีตามปกติ
– แต่ถ้ารายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จะได้รับสวัสดิการจากภาครัฐ เพื่อให้รายได้ใกล้เคียงเส้นรายได้ขั้นต่ำ โดยรัฐจะโอนเงินช่วยเหลือตามส่วนต่างระหว่างรายได้จริงกับเกณฑ์ที่กำหนด
มีการคาดว่าจะเริ่มนำคอนเซปต์ของ Negative Income Tax มาใช้จริงในปี 2570 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเชื่อมโยงและพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่
ทำไมต้องปฏิรูประบบภาษี ?
การปฏิรูประบบภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน คือการเปลี่ยนจาก "ภาษี" ให้กลายเป็น "เครื่องมือสวัสดิการถ้วนหน้า" สำหรับคนไทย
เหตุผลสำคัญคือ ที่ผ่านมาแรงงานไทยกว่า 50% อยู่นอกระบบภาษี ไม่มีสลิปเงินเดือน ไม่ได้ยื่นภาษี และมักตกหล่นจากระบบสวัสดิการของรัฐ นโยบายนี้จึงจะช่วยให้:
– เก็บข้อมูลของคนไทยได้ครบถ้วน
– ดึงแรงงานเข้าสู่ระบบ
– จัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มมากขึ้น
สรุปง่าย ๆ ใครต้องทำอะไรบ้าง ?
1. รายได้ถึงเกณฑ์
ยื่นและจ่ายภาษีตามปกติ (เงื่อนไขปัจจุบันอยู่ที่เงินได้สุทธิตั้งแต่ 150,000 บาทขึ้นไป)
2. รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์
ยื่นแต่ไม่ต้องจ่ายภาษี และรัฐจะโอนเงินช่วยเหลือผ่านระบบภาษี โดยเงื่อนไขที่ได้รับเงินชดเชยเป็นอัตราส่วน (Rate of Subsidy)
ประเทศอื่น ๆ ทำกันอย่างไร ?
แนวคิด Negative Income Tax ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบในหลายประเทศ และยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงการเศรษฐศาสตร์ว่าได้ผลจริงหรือไม่ แต่มีบางประเทศที่ได้นำแนวคิดที่ใกล้เคียงมาประยุกต์ใช้:
แคนาดา
มีระบบ Canada Workers Benefit (CWB) เป็นโปรแกรมที่รัฐบาลจ่ายเงินให้กับผู้มีรายได้ต่ำ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้ถึงระดับที่เหมาะสม
สหรัฐอเมริกา
มีโปรแกรม Earned Income Tax Credit (EITC) ตั้งแต่ปี 1975 ถือว่าใกล้เคียงกับ Negative Income Tax มากที่สุด
รัฐบาลสหรัฐฯ จะให้เครดิตภาษีกับผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ซึ่งสามารถทำให้พวกเขาได้รับเงินคืนจากรัฐบาล แม้ว่าจะไม่ต้องเสียภาษีเลยก็ตาม
ฟินแลนด์
ในปี 2017-2018 ได้ทดลองโปรแกรมการให้เงินรายได้พื้นฐาน (Universal Basic Income) แก่ผู้ที่ไม่มีงานทำ แต่การทดลองนี้ไม่ได้ต่ออายุหลังจากเสร็จสิ้น
ถ้านำมาใช้ในไทย จะเป็นอย่างไร ?
ข้อดี
นอกจากแก้ปัญหาเรื่องความยากจนแล้ว ภาครัฐจะมีรายชื่อและฐานรายได้ของประชากรมากขึ้น เป็นการขยายฐานข้อมูลของระบบภาษีของประเทศให้ใหญ่ขึ้น จากแรงงานที่อยู่ในระบบภาษีเพียง 10 ล้านคน ก็อาจเพิ่มมากขึ้นอีกหลายล้านคน แม้ว่ากลุ่มที่ได้รับเงินอาจจะเป็นกลุ่มที่รายได้ไม่มากพอที่จะเสียภาษี
ข้อกังวล
แต่ก็ยังมีข้อกังวลหลายข้อที่ต้องคำนึงถึง
เกณฑ์การจ่ายเงิน – จะกำหนดอย่างไรให้เหมาะสมและเป็นธรรม
ประสิทธิภาพที่แท้จริง – แนวคิดนี้จะได้ผลจริงในบริบทของไทยหรือไม่
งบประมาณ – ต้องใช้เงินจำนวนมาก คำถามที่ตามมาคือ จะเอาเงินจากไหนมาใช้จ่ายในโครงการ และรัฐที่มีรายได้จากภาษีจะสามารถเก็บภาษีได้มากพอกับที่ใช้จ่ายออกไปหรือไม่
การขยายฐานภาษี – แม้ว่าการพาคนเข้าระบบภาษีมากขึ้น ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่การันตีว่าท่านจะเก็บภาษีได้มากขึ้น
การแสดงรายได้ไม่ตรงความจริง – คนที่แสดงรายได้น้อยกว่าความจริงเพื่อได้รับเงินช่วยเหลือ ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องหามาตรการแก้ไขปัญหา
Negative Income Tax เป็นนโยบายที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงระบบสวัสดิการของประเทศ แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการออกแบบรายละเอียดที่รอบคอบ การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และความพร้อมของฐานข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้อง เราจะต้องติดตามกันต่อไปว่า ในปี 2570 ระบบนี้จะสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้จริงหรือไม่
พบกับ "โคชหนุ่ม" และ "ทิน โชคกมลกิจ" ได้ใน "เงินทองของจริง" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 – 8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digitall
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/_YYf19PmAsI?si=VQIlPkNrurz6e0J4






