ระวัง ! เซ็นค้ำประกันวันนี้ อาจต้องใช้หนี้แทนพรุ่งนี้ 7 ข้อควรรู้ก่อนลงนาม | เงินทองของจริง

/
/
/
ระวัง ! เซ็นค้ำประกันวันนี้ อาจต้องใช้หนี้แทนพรุ่งนี้ 7 ข้อควรรู้ก่อนลงนาม | เงินทองของจริง

“เซ็นชื่อครั้งเดียว อาจทำให้คุณกลายเป็นหนี้หลักแสน” คำเตือนนี้ไม่ได้เกินจริง เมื่อพูดถึงการค้ำประกัน สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือการมองว่าเป็นเพียงการช่วยเหลือเพื่อนหรือญาติในยามที่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน

ในแต่ละปี มีคนไทยจำนวนมากที่ต้องกลายเป็น “เหยื่อการค้ำประกัน” โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาระผูกพันทางกฎหมายที่มาพร้อมกับการเซ็นชื่อลงในเอกสารค้ำประกัน

บทความนี้จะพาคุณไปรู้เท่าทันเรื่องการค้ำประกัน เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและปกป้องตัวเองจากความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

การค้ำประกันคืออะไร ?

การค้ำประกัน หมายถึงสัญญาที่บุคคลหนึ่ง (ผู้ค้ำประกัน) ตกลงกับเจ้าหนี้ว่าหากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันจะเป็นผู้ชำระหนี้แทน ซึ่งเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดชอบแทนได้

การค้ำประกันเปรียบเสมือนการซื้อความไว้ใจ ส่วนใหญ่ผู้ค้ำประกันมักเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิท และเพราะความไว้ใจนี่เอง เมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้ จนนำไปสู่การฟ้องร้องและยึดทรัพย์ สายสัมพันธ์ก็มักขาดสะบั้นไปด้วย

กฎหมายค้ำประกันฉบับใหม่ (2558) คุ้มครองผู้ค้ำประกันอย่างไร ?

จากข่าวผู้ค้ำประกันถูกเอาเปรียบจากผู้กู้ ถูกทิ้งให้ชดใช้หนี้แทนจนเกิดความเดือดร้อน จึงนำมาสู่การปรับปรุงกฎหมายค้ำประกันฉบับใหม่ในปี 2558 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้:

1. ผู้ค้ำประกันสามารถจำกัดวงเงินสูงสุดและระยะเวลาในการค้ำประกันได้ ดังนั้นก่อนเซ็นสัญญา ควรตกลงกับลูกหนี้เพื่อกำหนดเพดานการชำระหนี้แทนให้ชัดเจน

2. ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชอบมูลหนี้ทั้งหมดเหมือนกับลูกหนี้อีกต่อไป ผู้ค้ำประกันจะรับผิดชอบชำระหนี้แทนเฉพาะในส่วนของตน ไม่รวมดอกเบี้ย

3. เจ้าหนี้ต้องแจ้งผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน หากลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องทำหนังสือแจ้งผู้ค้ำประกัน และห้ามเรียกเก็บหนี้จากผู้ค้ำประกันทันที จนกว่าจะเรียกเก็บจากลูกหนี้จนสุดความสามารถแล้ว

ใครสามารถเป็นผู้ค้ำประกันได้บ้าง?

สถาบันการเงินจะวิเคราะห์คุณสมบัติของผู้ค้ำประกัน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ค้ำประกันมีศักยภาพเพียงพอในการชำระหนี้แทนได้ โดยทั่วไปผู้ค้ำประกันต้องมีคุณสมบัติดังนี้

– อายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และไม่เกิน 65 ปี

– มีรายได้จากการประกอบอาชีพที่มั่นคง

– มีที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้

– ไม่มีประวัติเครดิตเสียในข้อมูลเครดิตบูโร

ทั้งนี้ คุณสมบัติอาจแตกต่างกันไปตามที่แต่ละสถาบันการเงินกำหนด ควรสอบถามเงื่อนไขกับสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องก่อนเสมอ

7 ข้อควรรู้ก่อนเซ็นค้ำประกัน

1. การค้ำประกันต้องมีขอบเขตชัดเจน

อ่านสัญญาให้ละเอียด โดยเฉพาะการกำหนดวงเงินความรับผิดแทนลูกหนี้ตัวจริง กฎหมายกำหนดให้ต้องระบุจำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบอย่างชัดเจน และจำกัดความรับผิดชอบตามที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น

2. สัญญาที่ระบุให้เป็นลูกหนี้ร่วมถือเป็นโมฆะ

สัญญาที่ระบุว่าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบหนี้ร่วมกับลูกหนี้จะไม่มีผลบังคับใช้ หากลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ เจ้าหนี้ต้องพยายามเรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ตัวจริงให้ถึงที่สุดก่อน จึงจะมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชดใช้แทน

3. สัญญาที่เป็นภาระเกินสมควรถือเป็นโมฆะ

สัญญาที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับภาระหนี้เกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และทำให้ผู้ค้ำประกันเสียเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม จะไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้

4. ผู้ค้ำไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย หากเจ้าหนี้ไม่แจ้งภายใน 60 วัน

เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ต้องทำหนังสือแจ้งผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับจากวันที่ลูกหนี้ผิดนัด หากเกินกำหนดแล้วไม่ได้รับการแจ้ง ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชอบดอกเบี้ยและค่าทวงถาม

5. ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับลูกหนี้มีผลต่อผู้ค้ำด้วย

ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับลูกหนี้ เช่น การลดหนี้ จะมีผลต่อผู้ค้ำประกันด้วย ทำให้ความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกันลดลงตามไปด้วย แต่ข้อตกลงที่ส่งผลเสียกับลูกหนี้จะถือเป็นโมฆะสำหรับผู้ค้ำประกัน

6. ผู้ค้ำหมดความรับผิดชอบ หากเจ้าหนี้ขยายเวลาผ่อนชำระ

หากเจ้าหนี้ขยายเวลาผ่อนชำระให้กับลูกหนี้ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ผู้ค้ำประกันจะพ้นจากความรับผิดชอบต่อหนี้นั้นโดยอัตโนมัติ และห้ามทำข้อตกลงล่วงหน้าให้ผู้ค้ำประกันยังคงสถานะเป็นผู้ค้ำประกันต่อไปหลังการขยายเวลาชำระหนี้

7. หากจ่ายหนี้แทนแล้ว มีสิทธิเรียกร้องเงินคืนจากลูกหนี้ตัวจริง

เมื่อผู้ค้ำประกันชดใช้หนี้แทนลูกหนี้แล้ว มีสิทธิฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ได้ ทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าเสียหาย และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่ได้จ่ายไปในฐานะผู้ค้ำประกัน

การค้ำประกันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย การลงนามในสัญญาค้ำประกันอาจนำไปสู่ความรับผิดชอบทางการเงินที่มากมาย แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้น แต่การไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ก่อนจะตกลงค้ำประกันให้ใคร ควรพิจารณาให้ดีว่าผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้จริงหรือไม่ และตัวคุณเองพร้อมที่จะรับความเสี่ยงหากต้องชำระหนี้แทนหรือไม่ การเป็นคนมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสิ่งดี แต่ความรอบคอบในเรื่องการเงินก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน

พบกับ “โคชหนุ่ม” และ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digital

รับชมผ่าน YouTube ได้ที่https://youtu.be/Xh6QWdndTfI?si=dswkMSEmg1U40HvM