ความแตกต่างระหว่าง “ขายตรง” กับ “แชร์ลูกโซ่” หลายคนมักเข้าใจผิดระหว่างธุรกิจขายตรงกับแชร์ลูกโซ่ ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ธุรกิจขายตรง (Direct Selling)
เป็นการขายสินค้าหรือบริการโดยตรงถึงผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางหรือร้านค้าปลีก ใช้ตัวแทนจำหน่ายอิสระเข้าถึงลูกค้าแบบตัวต่อตัว เช่น การนำเสนอสินค้าถึงที่บ้าน ที่ทำงาน หรือสถานที่ต่างๆ โดยตัวแทนจะได้รายได้จากค่าคอมมิชชั่นหรือโบนัสตามยอดขาย
แชร์ลูกโซ่
เน้นการระดมทุนจากสมาชิก จูงใจด้วยผลตอบแทนสูงเกินจริง อ้างว่านำไปลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรดี เน้นการหาสมาชิกใหม่เพื่อนำเงินจากรายใหม่มาจ่ายให้รายเก่า เมื่อหมุนเงินไม่ทันจะเริ่มเลื่อนการจ่ายและหนีไป
รูปแบบของธุรกิจขายตรง
1. ขายตรงแบบเดี่ยว (Single-Level Direct Selling: SLS)
ตัวแทนซื้อสินค้ามาจากบริษัทและนำไปจำหน่ายให้กับลูกค้าโดยตรง ได้กำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขาย
2. ขายตรงแบบเครือข่าย (Multi-Level Marketing: MLM)
ผู้ขายสร้างทีมขายหรือเครือข่าย เมื่อสมาชิกในเครือข่ายขายสินค้า ผู้ขายที่แนะนำจะได้รับส่วนแบ่งรายได้เป็นค่าคอมมิชชั่น มีระบบจ่ายค่าตอบแทนที่สร้างแรงจูงใจให้ขยายเครือข่าย
ข้อดีและข้อเสียของธุรกิจขายตรง
ข้อดี
– ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านหรือสต็อกสินค้า
– โอกาสในการเติบโต การสร้างเครือข่ายช่วยเพิ่มรายได้ตามความสามารถและความขยัน
– ความยืดหยุ่นในการทำงาน กำหนดเวลาทำงานเองได้
– พัฒนาทักษะส่วนตัว เสริมสร้างทักษะการขาย การสื่อสาร และการบริหารทีม
ข้อเสีย
– ความเสี่ยงเรื่องรายได้ อาจไม่ได้ผลกำไรตามที่คาดหวัง โดยเฉพาะใน MLM
– ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ เนื่องจากรูปแบบการดำเนินการคล้ายคลึงกัน
– ความท้าทายในการสร้างฐานลูกค้า ต้องมีทักษะในการสร้างความสัมพันธ์และรักษาลูกค้าระยะยาว
แนวโน้มธุรกิจขายตรงในอนาคต
ธุรกิจขายตรงยังมีโอกาสรอดได้ แต่ต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี เนื่องจาก
ความท้าทายที่เผชิญ
– พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป คุ้นชินกับการซื้อออนไลน์
– แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีราคาถูกกว่าและสะดวกกว่า
– ผู้บริโภคใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบราคา
– ภาพลักษณ์ในแง่ลบจากข่าวการร้องเรียนบริษัทบางแห่ง
การปรับตัวที่จำเป็น
– รูปแบบการทำงานต้องเข้ากับเทคโนโลยี
– ระบบออนไลน์ต้องดี เนื้อหาต้องน่าสนใจ
– ทำความเข้าใจผู้บริโภคและสร้างความน่าเชื่อถือ
แนวทางการตรวจสอบธุรกิจขายตรงที่เชื่อถือได้
ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรพิจารณาจาก:
1. การจดทะเบียนตามกฎหมาย
– บริษัทต้องจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
– ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองในเรื่องการคืนสินค้าภายใน 7 วัน
– บริษัทต้องคืนเงินภายใน 15 วันหลังแจ้งคืนสินค้า
2. ความเสี่ยงในการลงทุน
– ไม่มีความเสี่ยงสูง
– ไม่ต้องสต็อกสินค้า
– ไม่ต้องแบกรับภาระการลงทุนหนัก
3. ลักษณะการซื้อขายที่เป็นธรรมชาติ
– การซื้อขายเป็นไปตามความต้องการจริง
– หากถูกผลักดันให้ซื้อในปริมาณมาก ถือว่าผิดปกติ
หลักการสำคัญของธุรกิจขายตรงที่ถูกต้อง
ธุรกิจขายตรงที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
– ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส
– บริษัทเป็นผู้สต็อกสินค้าเอง
– ผู้จำหน่ายไม่ต้องแบกรับภาระลงทุนสูง
– สามารถขายสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด
– การชวนคนมาทำธุรกิจเป็นการชวนซื้อสินค้าในราคาสมาชิก
– ไม่มีการระดมทุน
– ไม่บังคับให้ลงทุนจำนวนมาก
ธุรกิจขายตรงไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนคิด แต่ผู้ที่สนใจต้องไตรตรองให้ดีก่อนลงทุน ศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน และเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ ในยุคดิจิทัลนี้ ธุรกิจขายตรงยังมีโอกาสเติบโตได้ หากสามารถปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
พบกับ “โคชหนุ่ม” และ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digital
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/BLRmQSJU2vI?si=utg5f5yGan6dNzzw






