ยด บ่อยครั้งที่เรามักมองว่าชีวิตในวัยเด็กคือช่วงเวลาแห่งความสุขที่มีเพียงการกิน การนอน และการเล่น แต่ในความเป็นจริง โลกของเด็กๆ ไม่ได้มีเพียงสีสันสดใสเสมอไป ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งโรคระบาด เศรษฐกิจ และความคาดหวัง เด็กและวัยรุ่นจำนวนมากกำลังเผชิญกับ “พายุในใจ” ที่พวกเขาอาจยังไม่รู้วิธีจัดการ จากผลวิจัยพบว่ามีเด็กและวัยรุ่นถึงร้อยละ 63 ที่มีอาการของ ความเครียด ความวิตกกังวลและซึมเศร้าในช่วงสถานการณ์วิกฤต การทำความเข้าใจและหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราโอบอุ้มหัวใจของพวกเขาไว้ได้ทันเวลา

ทำไมเด็กถึงเครียด?
<p><strong>ความเครียด ในเด็กเกิดจากภาวะไม่สมดุลของร่างกายและจิตใจเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่กดดัน ซึ่งมีสาเหตุหลักจาก 3 ปัจจัย
- ปัจจัยภายในและกรรมพันธุ์ เด็กบางคนมีพื้นฐานอารมณ์ที่วิตกกังวลง่าย หรือมีสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุลมาตั้งแต่กำเนิด
- สภาพแวดล้อมและครอบครัว การเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน การถูกตำหนิบ่อยๆ หรือการแบกรับความคาดหวังที่สูงเกินไปจนกลายเป็นความกดดัน
3. โรงเรียนและสังคม การบ้านที่มากเกินไป การถูกเพื่อนล้อเลียน หรือการไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน

สัญญาณเตือนเมื่อลูกรักกำลังเผชิญ ความเครียด
จุดสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าเด็กกำลังเครียด ดังนี้
- อารมณ์แปรปรวนง่าย หงุดหงิดง่าย จุดเดือดต่ำ หรือมีอารมณ์ “เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย” อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปกติ
- หวาดกลัวและวิตกกังวลผิดปกติ ไม่กล้าทำสิ่งที่เคยทำได้ เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง หรือไม่ยอมพูดคุยกับเพื่อน
- มีปัญหาการนอน นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือในเด็กเล็กอาจกลับมา “ฉี่รดที่นอน” อีกครั้ง
- พฤติกรรมการกินผิดปกติ เบื่ออาหารจนน้ำหนักลด หรือในทางกลับกันคือทานมากผิดปกติเพื่อชดเชยความรู้สึก
- เฉยชากับสิ่งที่เคยชอบ เลิกสนใจกิจกรรมที่เคยโปรดปราน เช่น ไม่อยากเล่นเกมที่ชอบ หรือไม่อยากดูการ์ตูนเรื่องเดิม
- สมาธิและการตัดสินใจแย่ลง ขี้หลงขี้ลืม ความจำระยะสั้นไม่ดี และไม่สามารถแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยตัวเองได้
- ท้อแท้และรู้สึกไร้ค่า เริ่มมีคำพูดที่แสดงถึงความสิ้นหวัง หรือมีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง ซึ่งเป็นระดับที่รุนแรงที่สุด
นอกจากนี้ ความเครียดเรื้อรังยังส่งผลต่อ สุขภาพกาย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว หรือท้องผูกโดยหาสาเหตุทางการแพทย์ไม่พบ

วิธีรับมือและป้องกัน
การช่วยเหลือเด็กๆ ไม่ใช่การเข้าไป “ควบคุม” แต่คือการ “เข้าใจ” โดยสามารถเริ่มได้ดังนี้
- ฟังด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพียงแค่ฟังเพื่อหาคำตอบหรือสั่งสอน แต่ฟังเพื่อรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของลูกโดยไม่ตัดสิน
- เป็นแบบอย่างที่เหมาะสม พ่อแม่ควรจัดการความเครียดของตัวเองให้ดีก่อน เพราะเด็กๆ มักเลียนแบบพฤติกรรมจากผู้ใหญ่
- ใช้กิจกรรมบำบัด ให้เด็กได้ระบายความรู้สึกผ่านกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เช่น ศิลปะบำบัด เพื่อระบายอารมณ์, ดนตรีบำบัด เพื่อความผ่อนคลาย, หรือแม้แต่การ ทำอาหาร ที่ช่วยให้เด็กได้จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน
- งดการลงโทษที่รุนแรง การดุ ตี หรือตำหนิจะยิ่งทำให้เด็กมองเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำลงและเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น
ความเครียดของเด็กอาจดูเหมือนเรื่องเล็กในสายตาผู้ใหญ่ แต่สำหรับพวกเขา มันคือโลกทั้งใบที่กำลังสั่นคลอน สิ่งที่เด็กต้องการที่สุดไม่ใช่พ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่คือพ่อแม่ที่พร้อมจะนั่งลงข้างๆ และรับฟังเขาด้วยความเข้าใจ การโอบกอดด้วยความรักและการเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” คือยาวิเศษที่สุดที่จะช่วยถอนพิษความเครียด และช่วยให้เมล็ดพันธุ์ตัวน้อยๆ เติบโตขึ้นมาเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงทั้งกายและใจ พร้อมที่จะผลิบานอย่างสง่างามในอนาคต เพราะสุขภาพใจของลูกรอไม่ได้และไม่ควรมองข้ามแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว
ติดตามสาระน่ารู้เพิ่มเติมได้ที่ Kidsfun
ค้นพบความสนุกและสาระความบันเทิงสำหรับลูกได้ที่ @kidsfunth






