ฝันดีและปุยเมฆ สองเพื่อนซี้ที่สนิทกันที่สุด วันนี้ปุยเมฆชวนฝันดีไปเที่ยวเล่นที่บ้านต้นไม้หลังใหม่ บนโต๊ะกลางบ้านมีโคมไฟดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยิบสวยงามอยู่
ทั้งสองพากันเล่นไปทั่วบ้านต้นไม้ ด้วยความไม่ระวังฝันดีพลาด กระโดดชนโคมไฟดวงดาวตกลงกับพื้น ปุยเมฆที่เพิ่งกลับมาจากห้องน้ำเห็นโคมไฟแตกเธอก็ตกใจ
ปุยเมฆ: “ฝันดี! เกิดอะไรขึ้น!”
โลกทั้งใบของฝันดีเหมือนหยุดหมุน หัวใจของเธอหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความกลัวแล่นริ้วเข้ามาจับใจ เธอจึงโกหกออกไปว่า
ฝันดี: “มะ…เมื่อกี้… มีนกตัวใหญ่บินเข้ามาในบ้าน! มันบินชนโคมไฟของเธอตกแตก แล้วก็บินหนีไปเลย!”
ปุยเมฆไม่ได้พูดอะไรแต่ก้มหน้าลงมองโคมไฟที่แตกด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ฝันดีกลับมาที่บ้านด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ เธอนอนไม่หลับเพราะนึกถึงใบหน้าที่เศร้าสร้อยของปุยเมฆ และคำโกหกของตัวเองที่ก้องอยู่ในหัว
เช้าวันรุ่งขึ้น ในตอนที่ฝันดีกำลังจะออกไปจากบ้าน พ่อของฝันดีก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าลูกสาวดูไม่ดีนัก
คุณพ่อ: “ฝันดี เป็นอะไรรึเปล่าลูก ทำไมสีหน้าเหมือนมีเรื่องหนักใจอยู่เลยล่ะ”
ฝันดีลังเล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่าออกไป
คุณพ่อ: “ลูกรู้ไหม สิ่งที่ลูกหนักใจอยู่ก็เหมือนก้อนหินนี่แหละ ยิ่งปล่อยให้มันขวางทางนานเท่าไหร่ก็จะยิ่งเดินลำบากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าลูกกล้าจะยกมันออกไป ทางมันก็จะกลับมาโล่งเหมือนเดิมเลยนะ”
ฝันดีคิดตามคำพูดของพ่อ เธอจึงนึกขึ้นมาได้ว่า ก้อนหินมันก็คือคำโกหกของเธอนั่นเอง มันกำลังขวางทางมิตรภาพระหว่างเธอกับปุยเมฆ และทำให้ใจของเธอหนักอึ้ง เธอรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร
ฝันดีจึงตัดสินไปที่บ้านต้นไม้ของปุยเมฆอีกครั้ง เธอสารภาพสิ่งได้ทำผิดลงไป ปุยเมฆเสียใจที่เพื่อนไม่ได้พูดความจริง แต่เพื่อรักษามิตรภาพ เธอจึงเสนอให้ฝันดีมาช่วยเธอซ่อมโคมไฟด้วยกัน
ทั้งสองช่วยกันซ่อมโคมไฟจนมันกลับมาสว่างได้อีกครั้ง แม้มันจะมีรอยร้าว แต่มันก็เป็นสิ่งเตือนใจถึงความกล้าที่จะรับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง ตอนนี้ก้อนหินที่หนักอึ้งถูกยกออกไปแล้ว ฝันดีจะไม่ยอมให้มันมาขวางทางได้อีก
“Driving Thai society towards a better future through trusted media and accessible technology for all”