เปิดเคล็ดลับ ! คำนวณภาษีคริปโตอย่างไรให้ถูกต้อง ประหยัดเงินได้เป็นแสน | เงินทองของจริง

/
/
/
เปิดเคล็ดลับ ! คำนวณภาษีคริปโตอย่างไรให้ถูกต้อง ประหยัดเงินได้เป็นแสน | เงินทองของจริง

ยุคปัจจุบันการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่วัยรุ่นและคนวัยทำงาน แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องเข้าใจคือเรื่องภาษีคริปโต ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

สินทรัพย์ดิจิทัลคืออะไร ?
สินทรัพย์ดิจิทัลคือสิ่งที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการในรูปแบบดิจิทัล หรือใช้กำหนดสิทธิในการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ คล้ายกับเงินตราที่เราใช้ซื้อขายสินค้า แต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ตาม พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 สินทรัพย์ดิจิทัลหมายถึง คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) และ โทเคนดิจิทัล (Digital Token) ดังนั้น หากสินทรัพย์เหล่านี้สร้างรายได้ให้กับเรา กำไรที่ได้รับก็เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี

ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีคริปโต ?

1. นักเทรดคริปโต
หากคุณซื้อขาย โอน หรือแลกเปลี่ยนคริปโตในกระดานเทรดที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. ไทย เช่น Binance หรือ Bitkub เมื่อมีกำไรจากการขาย เช่น ขาย Bitcoin ได้กำไร 10,000 บาท จะต้องยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90 โดยถือว่าเป็นเงินได้ประเภท 40(4)(ฌ)

2. นักขุดคริปโต (Bitcoin Miner)
การขุดเหรียญเช่น Bitcoin หากยังไม่ได้ขายหรือแลกเปลี่ยน ยังไม่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อขายแล้ว เช่น ขาย 1 BTC ที่ขุดมาได้เงิน 1 ล้านบาท ต้องยื่น ภ.ง.ด. 90 ถือว่าเป็นเงินได้ประเภท 40(8)

3. ผู้รับเงินเดือนเป็นคริปโต
หากได้รับคริปโตเป็นเงินเดือนจากบริษัท เช่น ได้รับ 0.05 BTC ต่อเดือน ต้องยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ถือว่าเป็นเงินได้ประเภท 40(1) สำหรับผู้ได้รับคริปโตเป็นค่าจ้าง เช่น ฟรีแลนซ์รับงานแปลเอกสารและได้ค่าจ้างเป็น BTC ต้องยื่นภาษีเช่นเดียวกัน โดยถือว่าเป็นเงินได้ประเภท 40(2)

4. ผู้ได้รับคริปโตเป็นของขวัญหรือรางวัล
หากมีคนโอนคริปโตให้หรือได้รับเป็นรางวัล เช่น ได้รางวัลจากกิจกรรมแจก Airdrop จำนวน 1 ETH ต้องยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90 โดยถือว่าเป็นเงินได้ประเภท 40(8)

5. ผู้ได้ผลตอบแทนจากการถือครอง
หากถือโทเคนดิจิทัลแล้วได้ผลตอบแทน ต้องยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90 โดยถือว่าเป็นเงินได้ประเภท 40(4)(ซ) แต่หากถือคริปโตแล้วได้ผลตอบแทน ต้องยื่นภาษีเป็นเงินได้ประเภท 40(8)

วิธีการคำนวณต้นทุนคริปโต
การคำนวณต้นทุนสามารถทำได้ 2 วิธี โดยเมื่อเลือกวิธีใดแล้วต้องใช้วิธีนั้นตลอดปีภาษี

วิธีที่ 1: เข้าก่อนออกก่อน (FIFO) คริปโตที่ซื้อมาก่อนจะขายออกไปก่อนตามลำดับ

ตัวอย่าง:


– ครั้งที่ 1 ซื้อ 1 เหรียญ ราคา 1,000 บาท

– ครั้งที่ 2 ซื้อ 1 เหรียญ ราคา 1,500 บาท  

– ครั้งที่ 3 ซื้อ 1 เหรียญ ราคา 2,000 บาท

หากขาย 2 เหรียญแรกในราคาเหรียญละ 2,500 บาท ได้เงินรวม 5,000 บาท

– ต้นทุน = 1,000 + 1,500 = 2,500 บาท

– กำไร = 5,000 – 2,500 = 2,500 บาท

วิธีที่ 2: ต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost)

คำนวณโดยการถัวเฉลี่ยต้นทุนทุกครั้งที่มีการซื้อเพิ่ม

ตัวอย่าง:

– ซื้อ 1 เหรียญ ราคา 1,000 บาท → ต้นทุนเฉลี่ย = 1,000 บาท

– ซื้อเพิ่ม 1 เหรียญ ราคา 1,500 บาท → ต้นทุนเฉลี่ย = (1,000 + 1,500) ÷ 2 = 1,250 บาท

– ซื้อเพิ่ม 1 เหรียญ ราคา 2,250 บาท → ต้นทุนเฉลี่ย = 4,750 ÷ 3 = 1,583.33 บาท

เมื่อขาย 2 เหรียญในราคาเหรียญละ 2,500 บาท ได้เงิน 5,000 บาท

– ต้นทุน = 2 × 1,583.33 = 3,166.66 บาท

– กำไร = 5,000 – 3,166.66 = 1,833.34 บาท

ขั้นตอนการยื่นภาษีคริปโต

1. คำนวณกำไรหรือขาดทุนจากการซื้อขายคริปโต

2. หากมีกำไร ให้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90/91

3. เลือกรายได้จากการลงทุน ประเภท 40(4) 

4. กรอกตัวเลขรายได้/กำไรได้เลย ไม่ต้องแนบเอกสาร

5. เก็บรายการซื้อขาย (statement) ไว้ให้ครบถ้วนเผื่อกรณีถูกเรียกตรวจสอบ

หมายเหตุ: หากคำนวณแล้วขาดทุน ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษีคริปโต

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นโอกาสที่ดี แต่นักลงทุนควรเข้าใจเรื่องภาษีและวางแผนรายได้-ภาษีไว้ล่วงหน้า การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างถูกต้องจะช่วยให้การลงทุนเป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัย

พบกับ “โคชหนุ่ม” และ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digital

รับชมผ่าน YouTube ได้ที่  https://www.youtube.com/watch?v=97cV7Q1sTHE